stories

เศษเสี้ยวที่ 13

posted on 23 Mar 2011 06:43 by wonam in stories
เช้านี้เขาตื่นขึ้นพร้อม ๆ กับเสียงฟ้าร้อง ฝนตกอยู่นานมากแต่เมื่อถึงเวลาจะหยุด ฝนก็เหมือนจะบอกแค่ว่า "เบื่อแล้ว ไปล่ะ" และทิ้งไว้แค่น้ำที่มากมายมหาศาล ท่วมท้นถนน ล้นคันคู และปริ่มฝั่งคลอง

แต่ฝนไม่เคยตกอยู่ได้ตลอดไป

เมื่อครั้งที่เขายังเป็นเด็ก เขาจำได้ว่า ฝนเคยตกต่อเนื่องกันจนไม่ได้ออกไปวิ่งเล่น นอนแล้วตื่นมาฝนก็ยังตกอยู่ ดูรายการโทรทัศน์จบไปสามเรื่อง ฝนก็ยังตกอยู่  เขานั่งมองจากหน้าต่าง ผ่านมุ้งลวด ดูจอกแหนในบึงข้างบ้านกระดุกกระดิกไปตามหยดน้ำฝนที่ตกไปกระทบ  ภาพนั้นไม่ต่างจากการเปิดโทรทัศน์ตอนไม่มีสัญญาณ  ทุกอย่างดูไร้ระเบียบและหลักเกณฑ์

แล้วฝนก็หยุด

เพลงจำนวนมากป่าวร้องประเด็นผ่านทางปรากฏการณ์ธรรมชาติ แน่นอนว่ามนุษย์ก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ แม้ว่าจะไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปตามธรรมชาติอย่างไร้ความตั้งใจแต่ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงหลักการพื้นฐานของธรรมชาติ  เพลงเหล่านั้นเปรียบเทียบฤดูกับภาวะต่าง ๆ ของชีวิต เพลงทำให้เขารอวันที่ฟ้าสดใส วันทีฤดูเปลี่ยน รอคอยรุ้งงามที่จะปรากฏตัวให้คนชื่นชมหลังแสดงความอดทนต่อพายุร้าย  เพราะว่าฝนไม่มีทางตกได้ตลอดเวลา
 
แต่วันนี้เขารู้แล้วว่ามันไม่จริง...

เศษเสี้ยวที่ 11

posted on 31 Dec 2010 10:52 by wonam in stories
ที่ห้องใต้ดิน มีนักประดิษฐ์คนหนึ่งนั่งทำงานผลิตหุ่นชักใยลักษณะต่าง ๆ ตั้งแต่หุ่นเด็ก หุ่นผู้ใหญ่ หุ่นตำรวจทหาร หุ่นนักการเมือง หุ่นครูอาจารย์ หุ่นนักเรียน หุ่นชาวนา หุ่นกรรมกร ไม่เว้นแม้กระทั่งหุ่นพระและนักบวช

หุ่นแต่ละตัวถูกสั่งทำเฉพาะ เพื่อนำไปใช้งานในที่ต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น หุ่นเด็กมักถูกซื้อไปโดยครอบครัวที่ลูกหลานดื้อ ไม่เชื่อฟัง และชอบตั้งคำถาม  โรงเรียนชื่อดังก็มักซื้อหุ่นนักเรียนเพื่อไปเป็นนักเรียนตัวอย่าง ขยันขันแข็ง ตั้งใจเรียน และไม่เคยตั้งคำถามอะไรออกนอกลู่นอกทาง  หรือบางครั้งมหาวิทยาลัยก็ซื้อหุ่นอาจารย์ไปใช้  (มีครั้งหนึ่ง นักประดิษฐ์เคยส่งหุ่นผิดคำสั่ง โดยส่งหุ่นนักบวชไปแทนหุ่นอาจารย์  นักประดิษฐ์แปลกใจยิ่งนักที่ว่าทางมหาวิทยาลัยกลับไม่ต้องการเปลี่ยนหุ่นกลับเป็นหุ่นอาจารย์ที่สั่งไว้แต่แรก)

ความฝันของนักประดิษฐ์คือการสร้างหุ่นที่เหมือนกับคนจริง ๆ มากที่สุด นักประดิษฐ์นั้นได้ทำงานพัฒนาหุ่นชักใยมากว่า 30 ปีแล้ว และได้ฝึกฝนฝีมือและปรับปรุงเทคนิคในการผลิตหุ่นจนสามารถสร้างหุ่นได้ สมบูรณ์แบบมากขึ้นทุกวัน

เช้าวันนี้ นักประดิษฐ์เดินลงมาที่ห้องใต้ดินเหมือนทุกวัน แต่กลับพบว่ามีหุ่นชักใยตัวหนึ่งนั่งอยู่ตรงที่นักประดิษฐ์นั่งทำงานประจำ หุ่นตัวนั้นใส่เสื้อคลุมสีขาวลักษณะคล้ายกับเสื้อที่นักประดิษฐ์ใส่ทำงานทุก ๆ วัน

เมื่อนักประดิษฐ์เดินเข้าไป หุ่นชักใยก็เงยหน้าขึ้นแล้วกล่าวขึ้นว่า "สวัสดี"

นักประดิษฐ์ส่ายหน้าแล้วตะโกนไปในห้อง "เลิกเล่นเสียที ออกมาได้แล้ว ฉันต้องรีบทำงานส่งนะ"

"ไม่มีใครเล่นหรอก" หุ่นชักใยยิ้มให้กับนักประดิษฐ์ "ตอนนี้ไม่มีใครเล่นกับคุณแล้ว

"ด้วยเทคโนโลยีการผลิตและความทุ่มเทมานะอุตสาหะของคุณ คุณได้มอบจิตวิญญาณให้กับพวกหุ่นอย่างเราโดยที่คุณไม่รู้ตัว" หุ่นตัวนั้นลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วค่อย ๆ เดินมาหานักประดิษฐ์  "เมื่อเรามีความคิดและจิตใจเป็นของเราเองแล้ว พวกเราก็ไม่มีใครอยากไปให้คนอื่นชักใยอีกต่อไป"

แม้จะตื่นตระหนกสุดขีด นักประดิษฐ์ก็พยายามรวบรวมสติ "พวกเจ้ารู้ได้อย่างไร"  นักประดิษฐ์มองตรงไปที่หุ่นยนต์ที่มีลักษณะคล้ายเขาเอง "ว่าความคิดที่มีนั้น จริง ๆ แล้วไม่ได้ถูกโปรแกรมเข้าไปเหมือนกัน"  นักประดิษฐ์กวาดสายตาไปมาเพื่อหาว่าผู้ที่ชักใยหุ่นเหล่านี้ซ่อนอยู่ในห้องตรงไหน  "ที่พวกเจ้าเชื่อว่ามีความคิดจิตใจเป็นของตนเอง แท้จริงแล้วอาจเป็นแค่การชักใยของใครสักคนเหมือนกัน"

หุ่นชักใยหยุดนิ่งไป  นักประดิษฐ์สังเกตว่าหุ่นเริ่มทำหน้าครุ่นคิด พฤติกรรมของหุ่นคล้ายมนุษย์จริง ๆ มาก แต่ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่นักประดิษฐ์โปรแกรมลงไปในหุ่น หรือว่าเป็นสิ่งที่หุ่นเรียนรู้ผ่านทางระบบที่นักประดิษฐ์สร้างขึ้นนั้น นักประดิษฐ์เองก็ยังไม่แน่ใจ  อย่างไรก็ตาม ถ้าสามารถจับหุ่นตัวนี้มาวิเคราะห์ตรวจสอบดูได้ คำถามข้อนี้อาจถูกทำให้กระจ่างขึ้นได้ไม่ยากนัก

นักประดิษฐ์ถามคำถามเดิมซ้ำอีกครั้ง "เจ้าจะพิสูจน์ได้อย่างไร ว่าพวกเจ้ามีความคิดเป็นของตัวเอง" พร้อม ๆ กับเดินไปที่แผงควบคุม  "ว่าสิ่งที่คิดไม่ใช่สิ่งที่ถูกโปรแกรมขึ้นมา

"เจ้าจะแน่ใจได้อย่างไรว่า จริง ๆ แล้ว สาเหตุที่ทำให้เจ้าสงสัยและพยายามพิสูจน์ ไม่ได้เกิดจากการที่เจ้าถูกโปรแกรมให้สงสัยและตั้งคำถามกับทุกสิ่งทุกอย่าง"

เมื่อได้ฟัง หุ่นชักใยยิ่งแสดงความสงสัยมากขึ้น คิ้วของหุ่นชักใยเริ่มขมวดเข้าหากัน  ไม่ใช่หุ่นชักใยฝ่ายเดียวที่สับสน เมื่อนักประดิษฐ์มองดูอากัปกิริยาดังกล่าว ก็ยิ่งไม่ในใจว่าทุกอย่างที่ตัวเองพูดไปนั้นถูกต้องหรือไม่

"สำหรับฉันที่เป็นมนุษย์เอง" นักประดิษฐ์กล่าว "บางทีฉันก็ยังไม่แน่ใจเลย!"  เมื่อกล่าวจบลงนักประดิษฐ์ฉวยโอกาสนั้นกดปุ่มฉุกเฉินเพื่อปิดการทำงานของระบบไฟทั้งหมดของห้องทดลอง

"อย่า!" หุ่นชักใยตะโกนด้วยความตระหนก "ไม่... ฉันยังไม่อยากตาย" หุ่นชักใยร้องซ้ำ ๆ

นักประดิษฐ์มองดูหุ่นดังกล่าวด้วยความรู้สึกที่ไม่สามารถอธิบายออกมาได้ จะดีใจก็ไม่ใช่ จะเสียใจก็ไม่เชิง นักประดิษฐ์ไม่เข้าใจว่าตนจะสงสารสิ่งไม่มีชีวิตได้อย่างไร  ทั้งหมดนี้ก็คงจะเป็นแค่โปรแกรมประหลาดที่สร้างตัวเองขึ้นมาจากการทดลองสุ่มจำนวนมากมาย

นักประดิษฐ์สังเกตอาการของหุ่นที่ค่อย ๆ สงบนิ่งลง

หุ่นชักใยมองหน้านักประดิษฐ์ พร้อมกับกล่าวคำพูดสุดท้ายเบา ๆ "คำถามของคุณนั่นล่ะ คือคำตอบ... การที่เราแน่ใจหรือไม่แน่ใจกับอะไรได้ คืออิสระต่อสิ่งที่เราถูกโปรแกรมเอาไว้ใช่หรือไม่?"

ทุกอย่างหยุดนิ่ง นักประดิษฐ์นั่งลงคนเดียวในห้องมืดพร้อมกับถอนใจเบา ๆ

นักประดิษฐ์เปิดให้ระบบทำงานอีกครั้ง ก่อนจะได้รู้ว่าไม่ว่าจะพยายามทดลองอย่างไร ก็ไม่สามารถสร้างหุ่นที่มีพฤติกรรมเสมือนมีชีวิต และตั้งคำถามคล้ายกับมีสติปัญญาได้แบบเดียวกับหุ่นชักใยที่เขาได้ปิดระบบการทำงานไปเมื่อสักครู่นี้

เศษเสี้ยวที่ 10

posted on 31 Dec 2010 09:34 by wonam in stories
วันนี้เป็นวันที่แย่จริง ๆ เธอรำพันกับตัวเองเมื่อเดินออกจากห้องสอบมา ปากกาก็เขียนไม่ค่อยติด ยางลบก็หล่นกระเด็นไปไกล พอขอไปเก็บอาจารย์คุมสอบก็ไม่ให้ แว่นตาก็ดูจะมัว ๆ สมองไม่ค่อยจะแล่น คิดเลขผิดเลขถูก จินตนาการก็ดูจะริบหรี่ ความสามารถในการวิเคราะห์เหมือนจะให้ผลคลาดเคลื่อน  วันนี้ไม่มีอะไรดีสักอย่าง...

เธอเดินออกมาจากตึกเรียน เลาะไปตามทางเดินข้างตึก ระหว่างที่เดินอยู่นั้น มีเศษก้อนหินกระเด็นมาจากตึกสูงที่กำลังก่อสร้างอยู่ข้าง ๆ หินก้อนนั้นหล่นลงมาหน้าเธอ ห่างไปประมาณ 1 ก้าว  มันใกล้มากขนาดที่เธอคิดว่าถ้าเธอเดินเร็วกว่านี้สักหน่อย ก้อนหินก้อนนั้นคงจะโดนหัวเธอแตกไปแล้ว  ระหว่างที่เธอกำลังตกใจอยู่นั้น แท่งไม้แท่งใหญ่อีกแท่งก็ตกลงมาด้านหลังของเธอ  ไม้ตกกระทบพื้นแล้วกระดอนเฉี่ยวหัวเธอไปอย่างน่าหวาดเสียว

เหตุการณ์อันตรายเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนักที่เธอไม่เป็นอะไรเลย

"โชคดี" เธออุทานกับตัวเอง "อย่างน้อยวันนี้เราก็โชคดี"

ความรู้สึกหดหู่จากการสอบมลายหายสิ้น เธอเดินเหมือนตัวลอยได้ ฮัมเพลงที่ไม่มีใครรู้เรื่องไปตลอดทาง

ดา ดาดา กากา มามะมามะมา กาก่า ต้าตา

จา บาบา ดาดา มามะมามะมา คาข่า ต้าตา

ชัดชะชัดช่า ล้าล่าล้าลา ชัดชะชัดช่า ล้าลาลาลาลา

จา บาบา ดาดา มามะมามะมา คาข่า ต้าตา

เธอ ซื้อสลากกินแบ่งชุดหนึ่งระหว่างที่เดินผ่านแผงสลากกินแบ่ง ด้วยความสงสัยในความโชคดีของตัวเอง  ถ้าถูกรางวัลที่ 1 เธอคงโชคดีมาก ๆ เธอวางแผนจะนำเงินที่ได้ไปซื้อบ้านสักหลัง รถสักคัน ที่เหลือคงจะทำบุญไปเลย แค่บ้านและรถก็คงจะเยี่ยมยอดมากแล้ว  แต่เธอคงไม่โชคดีมากขนาดนั้น เอาเป็นว่าถ้าได้สักหมื่นหรือสองหมื่นบาท เธอคงจะได้สมาร์ทโฟนเครื่องใหม่มาใช้ เท่านี้ก็พอแล้ว สำหรับวันโชคดีวันหนึ่งของเธอ

เธอสลัดความฝันลม ๆ แล้ง ๆ ออกจากหัว จริง ๆ แล้วเธอเองไม่ใช่คนมีโชคมาแต่ไหนแต่ไร  เธอโชคไม่ดีตอนจับฉลากเข้าเรียน เลือกคณะตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ไม่กล้าเสี่ยงจนไม่ได้เลือกคณะที่ชอบจริง ๆ  เธอมีปัญหากับการเลือกมาโดยตลอด  ครั้งใดที่เธอเสี่ยงหวังวัดดวง เธอก็มักจะผิดหวังตลอด แต่เมื่อครั้งที่เธอไม่กล้า ผลที่ได้ก็มักจะเหมือนกับเธอโยนโอกาสทิ้งไปเสียเฉย ๆ

เธอเดินคิดไปเรื่อย ๆ จนถึงตอนข้ามถนน...

เศษเสี้ยวที่ 9

posted on 30 Nov 2010 00:11 by wonam in stories

เขาเป็นนักเขียนที่ไม่เคยใช้ชื่อจริงในการเขียน นามปากกาของเขานั้นเริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะนักเขียนหน้าใหม่ที่เรื่องแต่ละเรื่องช่างทรงพลัง เต็มไปด้วยจินตนาการแปลกใหม่ที่ดูสมจริงและมีชีวิต

สิ่งที่ไม่มีใครทราบก็คือ ความสามารถในการเขียนของเขานั้นได้มาจากปากกาที่เขาทำสัญญาชีวิตแลกมากับปีศาจ

เมื่อจะเขียนเรื่อง เขาจะออกเดินไปตามถนนต่าง ๆ ที่มีผู้คน ถ้าถือปากกานี้ในมือ เขาจะสามารถแอบขโมยความคิด จินตนาการ และความฝันของผู้คนที่เขาพบเจอได้  เขาจะสามารถจำความคิดเหล่านั้นได้ในช่วงเวลาสั้น ๆ ยกเว้นจะบันทึกออกมาด้วยปากกานั้น  อย่างไรก็ตามเจ้าของความฝันและจินตนาการนั้นจะลืมสิ่งที่เคยคิดนั้นไปจนหมดสิ้น

นี่คือสาเหตุที่งาน เขียนของเขาเหมือนจริงพร้อม ๆ กับเต็มไปด้วยความแปลกใหม่และประหลาด ความฝันของเด็กน้อยที่เดินไปมานั้นเป็นเมล็ดพันธุ์ชั้นดีของเรื่องสั้นที่ พิลึกพิลั่น แต่เต็มไปด้วยกลิ่นไอของความไร้เดียงสา  ในทางกลับกัน ความคิดฝันของคนชราก็เหมาะที่จะใช้เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องเหงาเศร้า ที่มองย้อนกลับไปในอดีตอันไม่อาจลืม  ความฝันที่ดูจะสะเปะสะปะมากที่สุดคงไม่พ้นคนวัยหนุ่มสาว

ด้วยปากกานี้ เขาตั้งใจจะสร้างสรรค์ผลงานเขียนที่ยิ่งใหญ่ เป็นอมตะ และนำทางผู้คนมากมายในสังคมให้มีความหวัง ให้มีความกล้าที่จะดำเนินชีวิต และมีศรัทธาในความเป็นมนุษย์  เงื่อนไขเดียวในการใช้ปากกานี้ก็คือ เขาจะเปิดเผยตัวตนกับผู้อื่นไม่ได้ ไม่เช่นนั้นเขาจะสูญเสียความสามารถในการถ่ายทอดเรื่องราวที่เขาคิดไปจนหมด สิ้น

เช้าวันหนึ่งเขาเดินไปที่ป้ายรถประจำทางแถวบ้าน เขาได้พบกับเด็กคนหนึ่งนั่งรอรถประจำทางอยู่  เขาไม่เคยเห็นเด็กคนนี้มาก่อน แต่สิ่งที่ทำให้เขาตะลึงพรึงเพริดก็คือเมื่อเขามองดูสิ่งเด็กคนนั้นคิด ระหว่างที่นั่งอยู่ เขาได้พบกับความสว่างไสวงดงาม เป็นจินตนาการที่สุดจะอธิบายและสวยงามกว่าความคิดใด ๆ ที่เขาเคยพบมาก่อน

ชั่วขณะหนึ่ง เขาตั้งใจจะรีบเขียนความคิดเหล่านั้นออกมา เพราะนี่จะเป็นจุดกำเนิดของนวนิยายเรื่องแรกของเขา ที่จะเป็นหนึ่งในอิฐหลายสิบก้อนที่เขาจะค่อย ๆ ก่อขึ้นมาเพื่อการไปสู่จุดหมาย อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาคิดว่าเด็กคนนั้นจะต้องสูญเสียความคิดนั้นไป เขาก็พลันเปลี่ยนใจและปล่อยให้สิ่งที่เขาได้พบเห็นนั้นค่อย ๆ หายไปจากความทรงจำของเขา 

แน่นอน แม้ว่าเขาจะไม่สามารถจดจำอะไรได้ แต่ความรู้สึกอิ่มเอิบนั้นยังคงอยู่ และทำให้เขาต้องมาที่จุดนี้ทุกวันเพื่อรออ่านความคิดของเด็กคนนี้  ยิ่งเวลาผ่านไป ความรู้สึกที่หลงเหลือนั้นค่อย ๆ เข้มและโดดเด่นมากขึ้น  ความรู้สึกนั้นช่างแปลกประหลาดจนเขาไม่สามารถอธิบายได้ มันอาจจะทำให้เขารู้สึกถึงคุณค่าของหลายสิ่งหลายอย่างที่เขาอาจจะเคยลืมมัน ไปแล้ว

เวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า ที่ชายนักเขียนเฝ้าเวียนมาที่จุดเดิมเพื่อเติมเต็มบางอย่างให้กับตนเอง  ผ่านไปนับปีที่เขาไม่ได้มีผลงานใหม่ เนื่องจากเขาไม่มีความคิดที่จะเขียนอะไรที่ด้อยกว่าสิ่งที่เขาได้เห็นจาก เด็กคนนี้ ที่ตอนนี้ได้เติบโตขึ้นกว่าเดิมมากมาย จากเด็กน้อยจนกลายเป็นวัยรุ่นที่ความคิดเปี่ยมด้วยพลังและความกล้า

เช้าวันนี้ก็เป็นอย่างเช่นเคย เขามารอเพื่อสัมผัสกับความคิดของเด็กคนนั้นเหมือนทุกวัน แต่น่าประหลาดที่สิ่งที่เขาเห็นไม่ได้เป็นเหมือนวันอื่น ๆ เขาเห็นความสับสนและกังวล ความไม่แน่ใจและท้อแท้  เมื่อพยายามอ่านให้ชัดเจนขึ้นเขาพบว่าสิ่งที่เขาเห็นนั้นเป็นความกังวล เกี่ยวกับเป้าหมายของชีวิต  เหมือนว่าถึงบางจุดที่จะต้องเลือกเดินระหว่างความก้าวหน้าในชีวิตการทำงาน กับการเลือกที่จะทำตามที่ฝัน คือเป็นนักเขียนเพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณค่า

เขาสัมผัสกับความรู้สึกหม่นหมองและสับสนนี้อยู่หลายวัน จนกระทั่งวันหนึ่งเป็นวันที่นักเขียนสัมผัสได้ว่าเด็กคนนั้นกำลังจะตัดสินใจ เลือกทิ้งความฝันที่จะเป็นนักเขียนไป

เขาตัดสินใจลุกขึ้น ยืนและเดินไปหาเด็กคนนั้นพร้อมกับแนะนำตัว  คนที่เป็นเป้าหมายตกใจและคาดไม่ถึงว่านักเขียนที่ชื่นชอบจะเป็นคนที่ผ่านมา พบเจอแทบจะทุกวัน  แน่นอนที่งานเขียนของเขาเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจให้กับเด็กคนนั้น และเหตุการณ์นี้ก็เป็นสิ่งที่ทำความฝันในการเป็นนักเขียนของเด็กที่เขาได้พบนั้นสว่างไสวขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

เศษเสี้ยวที่ 8

posted on 30 Nov 2010 00:09 by wonam in stories

คุณจำครั้งแรกที่เห็นทะเลได้ไหม มันกี่ปีมาแล้วนะ ตอนนั้นคุณคงเป็นเด็ก ทั้งความจำและความสามารถในการอธิบายความรู้สึกคงยังไม่พัฒนาเท่าตอนนี้

แล้วคุณจำครั้งสุดท้ายที่คุณฟังเพลงจากเทปคาสเซ็ตต์ได้หรือเปล่า มันกี่ปีมาแล้วนะ ตอนนั้นคุณคงไม่ทราบว่านั่นจะเป็นครั้งสุดท้าย คุณคงไม่ได้ใส่ใจเท่าใดนัก

คุณจำเพลงที่คุณเคยชอบและร้อง ทุกวันเมื่อสักสามปีก่อนได้หรือเปล่า คุณอาจจะยังพอร้องได้ แต่คงจำดนตรีได้ไม่แม่นยำทุกตัวโน้ตเหมือนเมื่อก่อน

ภาพของคุณที่เคยชัดในใจของผมล่ะ คุณคิดว่ามันยังชัดอยู่เช่นเดิมหรือเปล่า ภาพในวันนั้นเมื่อครั้งเรายังเยาว์ แม้ภาพถ่ายที่เก็บไว้ในสมุดจะจางซีดลง ภาพคุณในวันนั้นในใจของผมก็ยังคงเป็นเหมือนเช่นเคย  แต่ผมไม่รู้หรอกว่ามันยังเหมือนเดิมเหมือนเมื่อก่อนหรือเปล่า  เสียงของคุณที่ผมเคยได้ยิน ตอนนี้มันไม่เหมือนเดิมแล้ว แต่เสียงในวันนั้นผมยังจำได้ แต่ก็เช่นเดียวกัน ผมก็ไม่ทราบและไม่สามารถยืนยันได้ว่าสิ่งที่ผมจำได้ในวันนี้จะไม่เปลี่ยนไป จากเสียงที่ผมเคยได้ยิน  รอยยิ้มที่ผมจำได้ มันเป็นแค่รอยยิ้มที่ผมจินตนาการเอาเอง หรือว่ามันเป็นรอยยิ้มของคุณจริง ๆ กันแน่

เป็นสิ่งที่น่าแปลก ถ้าเราพยายามเพ่งมอง ภาพในมโนทัศน์นั้นชัดและละเอียดเกินกว่าของจริง เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรากำลังนึกถึงคนที่อยู่ตรงหน้านี้จริง ๆ หรือไม่?

ช่วยจับมือผมหน่อย ให้ผมรู้ว่าทั้งหมดนี้ผมไม่ได้คิดเอาเอง...