เขาเป็นนักเขียนที่ไม่เคยใช้ชื่อจริงในการเขียน นามปากกาของเขานั้นเริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะนักเขียนหน้าใหม่ที่เรื่องแต่ละเรื่องช่างทรงพลัง เต็มไปด้วยจินตนาการแปลกใหม่ที่ดูสมจริงและมีชีวิต
สิ่งที่ไม่มีใครทราบก็คือ ความสามารถในการเขียนของเขานั้นได้มาจากปากกาที่เขาทำสัญญาชีวิตแลกมากับปีศาจ
เมื่อจะเขียนเรื่อง เขาจะออกเดินไปตามถนนต่าง ๆ ที่มีผู้คน ถ้าถือปากกานี้ในมือ เขาจะสามารถแอบขโมยความคิด จินตนาการ และความฝันของผู้คนที่เขาพบเจอได้ เขาจะสามารถจำความคิดเหล่านั้นได้ในช่วงเวลาสั้น ๆ ยกเว้นจะบันทึกออกมาด้วยปากกานั้น อย่างไรก็ตามเจ้าของความฝันและจินตนาการนั้นจะลืมสิ่งที่เคยคิดนั้นไปจนหมดสิ้น
นี่คือสาเหตุที่งาน เขียนของเขาเหมือนจริงพร้อม ๆ กับเต็มไปด้วยความแปลกใหม่และประหลาด ความฝันของเด็กน้อยที่เดินไปมานั้นเป็นเมล็ดพันธุ์ชั้นดีของเรื่องสั้นที่ พิลึกพิลั่น แต่เต็มไปด้วยกลิ่นไอของความไร้เดียงสา ในทางกลับกัน ความคิดฝันของคนชราก็เหมาะที่จะใช้เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องเหงาเศร้า ที่มองย้อนกลับไปในอดีตอันไม่อาจลืม ความฝันที่ดูจะสะเปะสะปะมากที่สุดคงไม่พ้นคนวัยหนุ่มสาว
ด้วยปากกานี้ เขาตั้งใจจะสร้างสรรค์ผลงานเขียนที่ยิ่งใหญ่ เป็นอมตะ และนำทางผู้คนมากมายในสังคมให้มีความหวัง ให้มีความกล้าที่จะดำเนินชีวิต และมีศรัทธาในความเป็นมนุษย์ เงื่อนไขเดียวในการใช้ปากกานี้ก็คือ เขาจะเปิดเผยตัวตนกับผู้อื่นไม่ได้ ไม่เช่นนั้นเขาจะสูญเสียความสามารถในการถ่ายทอดเรื่องราวที่เขาคิดไปจนหมด สิ้น
เช้าวันหนึ่งเขาเดินไปที่ป้ายรถประจำทางแถวบ้าน เขาได้พบกับเด็กคนหนึ่งนั่งรอรถประจำทางอยู่ เขาไม่เคยเห็นเด็กคนนี้มาก่อน แต่สิ่งที่ทำให้เขาตะลึงพรึงเพริดก็คือเมื่อเขามองดูสิ่งเด็กคนนั้นคิด ระหว่างที่นั่งอยู่ เขาได้พบกับความสว่างไสวงดงาม เป็นจินตนาการที่สุดจะอธิบายและสวยงามกว่าความคิดใด ๆ ที่เขาเคยพบมาก่อน
ชั่วขณะหนึ่ง เขาตั้งใจจะรีบเขียนความคิดเหล่านั้นออกมา เพราะนี่จะเป็นจุดกำเนิดของนวนิยายเรื่องแรกของเขา ที่จะเป็นหนึ่งในอิฐหลายสิบก้อนที่เขาจะค่อย ๆ ก่อขึ้นมาเพื่อการไปสู่จุดหมาย อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาคิดว่าเด็กคนนั้นจะต้องสูญเสียความคิดนั้นไป เขาก็พลันเปลี่ยนใจและปล่อยให้สิ่งที่เขาได้พบเห็นนั้นค่อย ๆ หายไปจากความทรงจำของเขา
แน่นอน แม้ว่าเขาจะไม่สามารถจดจำอะไรได้ แต่ความรู้สึกอิ่มเอิบนั้นยังคงอยู่ และทำให้เขาต้องมาที่จุดนี้ทุกวันเพื่อรออ่านความคิดของเด็กคนนี้ ยิ่งเวลาผ่านไป ความรู้สึกที่หลงเหลือนั้นค่อย ๆ เข้มและโดดเด่นมากขึ้น ความรู้สึกนั้นช่างแปลกประหลาดจนเขาไม่สามารถอธิบายได้ มันอาจจะทำให้เขารู้สึกถึงคุณค่าของหลายสิ่งหลายอย่างที่เขาอาจจะเคยลืมมัน ไปแล้ว
เวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า ที่ชายนักเขียนเฝ้าเวียนมาที่จุดเดิมเพื่อเติมเต็มบางอย่างให้กับตนเอง ผ่านไปนับปีที่เขาไม่ได้มีผลงานใหม่ เนื่องจากเขาไม่มีความคิดที่จะเขียนอะไรที่ด้อยกว่าสิ่งที่เขาได้เห็นจาก เด็กคนนี้ ที่ตอนนี้ได้เติบโตขึ้นกว่าเดิมมากมาย จากเด็กน้อยจนกลายเป็นวัยรุ่นที่ความคิดเปี่ยมด้วยพลังและความกล้า
เช้าวันนี้ก็เป็นอย่างเช่นเคย เขามารอเพื่อสัมผัสกับความคิดของเด็กคนนั้นเหมือนทุกวัน แต่น่าประหลาดที่สิ่งที่เขาเห็นไม่ได้เป็นเหมือนวันอื่น ๆ เขาเห็นความสับสนและกังวล ความไม่แน่ใจและท้อแท้ เมื่อพยายามอ่านให้ชัดเจนขึ้นเขาพบว่าสิ่งที่เขาเห็นนั้นเป็นความกังวล เกี่ยวกับเป้าหมายของชีวิต เหมือนว่าถึงบางจุดที่จะต้องเลือกเดินระหว่างความก้าวหน้าในชีวิตการทำงาน กับการเลือกที่จะทำตามที่ฝัน คือเป็นนักเขียนเพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณค่า
เขาสัมผัสกับความรู้สึกหม่นหมองและสับสนนี้อยู่หลายวัน จนกระทั่งวันหนึ่งเป็นวันที่นักเขียนสัมผัสได้ว่าเด็กคนนั้นกำลังจะตัดสินใจ เลือกทิ้งความฝันที่จะเป็นนักเขียนไป
เขาตัดสินใจลุกขึ้น ยืนและเดินไปหาเด็กคนนั้นพร้อมกับแนะนำตัว คนที่เป็นเป้าหมายตกใจและคาดไม่ถึงว่านักเขียนที่ชื่นชอบจะเป็นคนที่ผ่านมา พบเจอแทบจะทุกวัน แน่นอนที่งานเขียนของเขาเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจให้กับเด็กคนนั้น และเหตุการณ์นี้ก็เป็นสิ่งที่ทำความฝันในการเป็นนักเขียนของเด็กที่เขาได้พบนั้นสว่างไสวขึ้นอีกครั้งหนึ่ง