stories

2. ปีก

posted on 17 Mar 2009 00:54 by wonam  in stories

วันนี้ฟ้าดูหม่นไม่เหมือนทุกวันที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามเธอลุกจากที่นอนแล้วเริ่มต้นเขียนงานชิ้นใหม่ลงในคอมพิวเตอร์:

ในดินแดนที่ผู้คนสามารถบินได้เพียงแค่ใจนึก พลเมืองคนหนึ่งตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าที่หลังของเธอมีปีก ตอนแรกเธอตกใจ จากนั้นเธอกังวลและสงสัย สุดท้ายเธอคิดเพียงอย่างเดียวว่าวันนี้จะไปทำงานได้อย่างไร  ปีกขนาดใหญ่นั้นเมื่อกางออกแล้วกว้างกว่าสุดปลายมือของเธอจะเอื้อมถึง ต่อให้ใส่เสื้อผ้าอย่างไรก็คงจะปิดซ่อนเอาไว้ไม่ได้

เธอโทรหาที่ทำงานเพื่อขอลาหยุดหนึ่งสัปดาห์

ปาฏิหารย์เกิดขึ้นกับเธอแน่ ๆ แต่ที่เธอไม่เข้าใจก็คือว่าทำไมมันออกมารูปแบบนี้? เธอขังตัวเองอยู่ในห้องเป็นเวลาสองวันเพราะไม่กล้าออกไปไหน

วันที่สามบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหมดลง เธอคิดว่าจะรออย่างไรปีกสองข้างนี้คงจะไม่มีวันหายไปแน่ ๆ "ทนกับความอายดีกว่าตายเพราะหิว" เธอคิดเช่นนั้นและเปิดหน้าต่างห้องแล้วบินออกไปเพื่อหาเสบียงไปเก็บไว้ที่ห้องพัก  เธอพยายามบินให้เร็วที่สุด บินให้สูงกว่าคนอื่น เพื่อต้องการซ่อนปีกด้านหลัง  เธอบินไปซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อลอยฟ้า เธอจ่ายเงินก่อนที่พนักงานจะได้ทันทักเรื่องปีกหรือกล่าวสวัสดี หรือว่าเสนอขายของอย่างอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอาหารสำเร็จที่เธอซื้อไปจากในร้าน

ไม่นานเธอเริ่มวางแผนว่าถ้าต้องทำงานจากที่ห้องพักจะทำอย่างไร  แล้วพาลคิดต่อไปว่าถ้าไม่ได้ออกไปข้างนอกบ่อย ๆ อย่างที่เคยชีวิตจะเป็นอย่างไร  ถ้าเธอนั่งในห้องแล้วทำงานเขียนไปเรื่อย ๆ โดยไม่ออกไปพบปะผู้คน เธอจะสร้างโลกบนตัวหนังสือที่เป็นตัวแทนโลกของความเป็นจริงได้หรือไม่  เธอจะเขียนถึงสังคมโดยที่ตัวเธอเองไม่มีสังคมได้หรือ?  คำถามเหล่านี้สุดท้ายแล้วก็ไร้ความหมาย เพราะว่าเธอรู้แก่ใจดีว่าคำตอบคือ "ทำได้" คำถามที่ดูจะเหมาะสมกว่าน่าจะเป็นว่าทำได้ดีแค่ใดต่างหาก

เมื่ออยู่กับปีกได้สักพัก เธอเริ่มค้นพบว่าปีกที่ติดกับหลังเธอนั้นเอาไว้ใช้ช่วยในการบินได้ ที่น่าสนใจก็คือปีกทำให้เธอบินได้สูงกว่าคนอื่น ๆ

ก่อนที่จะมีปีก เธอไม่เคยเอะใจว่าพลเมืองจะบินได้สูงแค่ใด เพราะว่าทุก ๆ คนก็บินอยู่ในระดับที่ใกล้ ๆ กัน ยิ่งไปว่านั้นดูเหมือนว่าไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องบินให้สูง  กล่าวอย่างตรงไปตรงมาก็คือความคิดเกี่ยวกับการบินสูงหรือการบินต่ำไม่เคยปรากฏในสมองของเธอมาก่อนเลย

จนกระทั่งเธอทดลองใช้ปีกของเธอในการบิน

ของที่ดูไร้ประโยชน์ ทำให้เธอรู้จักคำว่าบินในมุมมองที่แตกต่างออกไป มองเห็นโลกที่เปลี่ยนไป ในมุมที่ไม่ซ้ำกับคนอื่น ๆ

ด้วยปีกที่ได้รับ เธอบินขึ้นสูงไปเรื่อย ๆ แม้จะเลยระดับที่ไม่เห็นใครอีกมาเป็นเวลานาน เธอก็ยังใช้ปีกสองข้างพาตนเองขึ้นไปเรื่อย

ข้างบนแสงแดดร้อนแรงจนเธอกลัวว่าปีกของเธอจะละลาย แต่ความกลัวก็ไม่อาจหยุดเธอจากความอยากรู้ได้

อากาศบางลงเรื่อย ๆ  ฟ้าใสไร้ตำหนิราวกับอยู่ในขวดสี เมฆสีขาวด้านล่างสะท้อนแสงจนแสบตา  ภาพนี้น้อยคนคงจะเคยได้เห็น

เธอยังคงบินขึ้นไปอย่างไม่ยอมหยุดยั้ง  เธอหวังลึก ๆ ว่าคงไม่ใช่เธอคนเดียวที่มีปีก และด้านบนนั้นเธอจะได้พบพลเมืองที่มีปีกเช่นเดียวกับเธอ

แต่มันคงไม่เกิดขึ้น  เพราะก่อนที่เธอจะรู้ตัว เธอก็พุ่งชนเข้ากับกระจกที่มองไม่เห็นอย่างแรง เธอพุ่งทะลุกระจกออกไป เศษกระจกบาดเธอเป็นแผลยาวหลายที่ แต่สิ่งที่น่าตื่นตระหนกไม่ใช่กระจก แต่เป็นความมืดมิดจากทุกทิศทุกทางที่ล้อมรอบตัวเธอ เมื่อมองกลับไปด้านล่างเพื่อหาช่องทางหนีออกจากที่ตรงนี้ เธอเห็นแค่จุดสว่างสีฟ้าที่กำลังค่อย ๆ หดตัวลงเท่านั้น

1. ตัวเลข

posted on 05 Mar 2009 09:17 by wonam  in stories

ทดลองเขียนเรื่องสั้นโดยเขียนทีละตอนสั้น ๆ
และไม่ได้วางโครงทั้งหมดไว้ก่อน
(เพราะว่าไม่มีเวลาคิด/วางแผนทั้งหมด)
สุดท้ายแล้วอาจจะเขียนไม่จบ ฮ่าฮ่า


ตัวเลขของผมวันนี้คือ 72 จริง ๆ แล้วน่าจะเป็น 0.72 มากกว่า เพราะว่ามันคืออัตราส่วนของงานที่ผมทำได้ตามเวลา กับงานทั้งหมดที่ควรทำได้

เดี๋ยวนี้ระบบการทำงานที่บริษัทแทบไม่ต้องใช้ผู้จัดการแล้ว เพราะว่าการติดตามงานและประเมินผลกระทำโดยอัตโนมัติผ่านทางระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้  ทุก ๆ กิจกรรมที่ทำลงไปจะถูกบันทึกไว้ เวลาการตอบสนอง เวลาการกดแป้นพิมพ์ จำนวนความผิดพลาด การลบแก้ เวลาที่รอหรือหยุดคิด หรือเวลาที่ออกไปพักกลางวัน สำหรับวันที่คุณมีงานคั่งค้างการใช้เวลาพักมากเกินอาจทำให้ตัวเลขสำหรับวันนั้นกลายเป็นเลขติดลบได้ง่าย ๆ   ทุก ๆ จังหวะชีวิตของการทำงานและที่ถูกใช้ที่ที่ทำงานถูกรวบรวมไว้ เพื่อที่ใช้สำหรับประเมินผลอย่างละเอียดถี่ถ้วนต่อไป

ผมชงกาแฟดื่ม กาแฟที่นี่ออกจะเปรี้ยวกัดกระเพาะแต่ทำให้ตาสว่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ทุกอย่างที่นี่ผ่านการวัดและคำนวณเพื่อให้ไม่มีส่วนเกินของความไร้ประสิทธิภาพหลงเหลือ  ถ้าจะคิดก็เหมือนนักกีฬาวิ่งที่ผ่านการฝึกฝนและหมั่นปรับปรุงตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง  ที่นี่ไม่มีใครเรียกบริษัทว่าบริษัทที่มีประสิทธิภาพ แต่บริษัทจะเรียกตัวเองว่าบริษัทที่กำลังเพิ่มประสิทธิภาพต่างหาก 

แน่นอนว่ามนุษย์ธรรมดามีขอบเขต คงไม่มีใครสามารถวิ่ง 100 เมตรได้เร็วกว่า 3 วินาทีได้  แต่ในโลกของการแข่งขัน ถ้ามีใครทำได้ ไม่ว่าจะด้วยกลวิธีใดก็ตาม คนที่เหลือถ้าไม่พยายามปรับปรุงก็คงจะต้องล้มหายตายจากไป  ในที่ทำงานแห่งนี้มีคำขวัญว่า "ทุกคนวิ่งแข่งกับตัวเอง" แต่ที่แน่ ๆ ถ้าคุณแพ้คนอื่น ๆ คุณก็อาจจะเป็นคนแรก ๆ ที่ต้องเสียสละสร้างตำแหน่งว่างให้คนอื่นเข้ามาวิ่งแข่งบ้าง

ผมแค่อยากจะนอนนิ่ง ๆ ปล่อยเวลาให้ผ่านไปเท่านั้น

เสร็จจากงาน ผมกลับมาที่ห้อง ทุกครั้งที่ผมกลับมาที่นี่ผมมักนึกถึงโลกอีกโลกหนึ่ง  โลกที่หลายคนคิดว่ามันคงเป็นไปไม่ได้ โลกที่ใคร ๆ สามารถงอกงามได้อย่างที่ฝันและเท่าที่มีศักยภาพโดยไม่จำเป็นต้องมีอะไรมาบีบบังคับ

กระแสน้ำไหลจากที่สูงไปที่ต่ำ ถ้าไม่มีภาชนะก็ไม่สามารถคงรูปอยู่ได้  แต่นั่นไม่ใช่สาเหตุที่องค์กรหรือบริษัทจะต้องทำตัวเป็นภาชนะผอมสูงเพรียวเพื่อให้น้ำหยดที่อยู่สูงที่สุดขึ้นไปถึงสุดขอบฟ้าได้ ผมไม่อยากเป็นหยดน้ำตรงที่ด้านล่างภาชนะ เพราะว่าแรงดันน้ำที่จุดนั้นย่อมมากมายเหลือทน

เมื่อวันก่อน ผมนั่งนิ่ง ๆ พิงพนักเก้าอี้ มองเพดานพร้อมทั้งปล่อยเวลาให้ผ่านไปช้า ๆ อยู่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ประจำตัว มือทั้งสองไม่ได้วางอยู่บนแป้นพิมพ์แต่ปล่อยอยู่ข้างตัว  คนอื่น ๆ อาจจะคิดว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่ แต่เขาคงทราบได้เองว่ามันคงไม่ใช่ถ้าได้สังเกตผมนานพอ

ตอนนั้นผมคิดว่าโลกอีกโลกหนึ่งจะเป็นไปได้หรือไม่?  ถ้าเป็นไปได้ โลกความเป็นจริงกับโลกในความฝันของผมจะบรรจบกันในวันใด?  นั่งคิดได้ไม่นานผมก็เริ่มจะเชื่อว่า ถึงแม้จะเป็นไปได้ ความจริงกับความฝันคงจะไม่มาพบกันเอง

ความเปลี่ยนแปลงแทบไม่มีวันที่จะเกิดขึ้นเองโดยไร้สาเหตุ เมื่อสิ่งนี้เกิด อีกสิ่งจึงเกิดตาม ไล่เรียงกันเป็นเหมือนการล้มลงของโดมิโนจำนวนมหาศาล  แต่ใครจะเป็นคนที่ทำให้เกิดลมของการเปลี่ยนแปลง

ถ้าการเริ่มการเปลี่ยนแปลงนั้นต้องแลกด้วยชีวิตจะมีกี่คนที่ยอมเสี่ยง?

ความจริง

posted on 06 Apr 2006 12:35 by wonam  in stories
เธอนั่งรำพึงกับตนเอง หลายสิ่งไม่เป็นไปตามที่ฝัน

มองหน้าต่างที่ปิดอยู่ มองเพดานที่อยู่ด้านบน มองหลอดไฟที่ไม่ได้เปิด ปฏิทินเก่าค้างปี มีรอยฉีกทิ้งเป็นที่ ๆ สมุดที่เปิดอยู่ข้างหัวเตียง มีรอยน้ำตา

ฝันนั้นบางครั้งดูสวยงาม แต่เมื่อตอนที่ฝันร้าย ทุกอย่างดูมืดหม่นจนเกินทน ไม่มีทางออกแต่ไม่ใช่ความจริง

เธอรู้.. และเธอก็เข้าใจ... แต่ความรู้และความเข้าใจไม่อาจต้านความรู้สึก บ่อยเสียยิ่งกว่าบ่อยที่มนุษย์เราเดินทางตามความรู้สึก หาใช่ความนึกคิด

เธออยากจะกลับไปฝันอีกครั้ง... จะเป็นฝันดีหรือว่าฝันร้าย เธอรับได้หมด เพราะเธอรู้ว่ามันไม่ใช่ความจริง มันไม่ใช่สิ่งที่เธอจะต้องเจอ

ความจริงเป็นสิ่งที่ไม่มีทางเลือก ไม่มีทางถอย ไม่มีทางหลบหนี อะไรที่เกิดขึ้นมาย่อมเกิดขึ้นมา ไม่มีทางไตร่ตรองไม่มีการใคร่ครวญ ไม่มีการต่อรอง

หลายครั้งเธอเองยังสงสัยว่าจริง ๆ แล้วความจริงมีอยู่จริง ๆ หรือเปล่า?

ข้างนอก

posted on 11 Jul 2005 07:57 by wonam  in stories
วรรณเดินกลางถนนที่เต็มไปด้วยผู้คน แดดจ้า ฟ้าครามสีสด ใบไม้สีเขียวระรื่น ผู้คนหยิบยื่นรอยยิ้มให้กัน

วันที่ดีอย่างวันนี้. . . วลีสั้น ๆ วาบขึ้นในใจของเธอ

ฉับพลันนั้น เธอก็รู้สึกว่าวิกหายไป ความเดียวดายกลับเข้ามาอีกครั้ง เหมือนเธอเดินอยู่บนทางว่างเปล่า ในห้องสีขาว กว้างจนมองไม่เห็นผนัง ทุกอย่างเป็นสีขาว ผู้คนหายไปหมด

สัมผัส

posted on 06 Jul 2005 08:54 by wonam  in stories
เขาอยู่ที่นี่! เธอรู้สึก เขาอยู่ข้าง ๆ นี่เอง แม้จะไม่เห็นกัน แม้จะไม่ได้สัมผัสกาย แต่เธอรับรู้ได้ มันเหมือนเมื่อตอนนั้น. . . เมื่อเธอป่วยหนัก ก่อนที่เธอจะตื่นขึ้นมาจากการหลับไหล เธอรู้สึกว่าเขามาดูแลและนั่งมองไม่ยอมห่าง พอเธอลืมตาขึ้นมาเขาเพิ่งจะจากไป และความรู้สึกในตอนนี้ก็ไม่ต่างจากตอนนั้น เพียงแต่ร่างกายและวิญญาณของเธอและเขาห่างกันในคนละแบบ ตอนนั้นเธอเหลือแค่ร่างกาย แต่จิตใจล่องลอย เขาร้องเรียกเธอ แต่ในวันนี้เธออยู่ที่นี่ และเป็นฝ่ายที่กู่ร้องเรียกเขา

กลับมาแล้วเหรอ? วิกเห็นอะไรบ้างล่ะ แม้น้ำตาแห่งความคิดถึงมันเหือดแห้งไปแล้ว แต่ทะเลน้ำตายังคงมีคลื่นลม เสียงของวรรณสะอื้น เธอเดินพูดกับวิกไปมาในห้อง ก้าวเท้าออกไปข้างนอก ฟ้าสีคราม ลมโชยเอื่อย เธอหยิบดอกไม้ในใจกันไปฝังไว้ใต้ต้นไม้