posted on 13 Jan 2009 22:11 by wonam in articles
(พิมพ์ใน Aday Weekly เมื่อประมาณกลางปี 2548)
เมื่อเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเริ่มประกาศตัวออกมา ความเร็วของการเชื่อมต่อในการดาวน์โหลด (อ่านข้อมูลมายังเครื่อง) และการอัพโหลด (ส่งข้อมูลจากเครื่องกลับไปยังเซิร์ฟเวอร์ในอินเทอร์เน็ต) จะไม่เท่ากัน โดยส่วนมากความเร็วในการดาวน์โหลดจะสูงกว่ามาก แต่ไม่มีใครบ่นหรือกังวลอะไร ทั้งนี้เนื่องจากทุกคนเชื่อว่าผู้ใช้จะ “อ่าน” ข้อมูลมายังเครื่อง มากกว่าที่จะ “เขียน” ข้อมูลกลับไป และหลายคนเชื่อว่าลักษณะของข้อมูลที่ส่งไปมาในอินเทอร์เน็ตคงจะมีรูปแบบดังกล่าวไปอีกนาน
การที่ผู้ใช้โดยทั่วไปจะ “อ่าน” มากกว่า “เขียน” ได้หลายๆ เท่านั้น หมายความว่าจะต้องมีแหล่งข้อมูลขนาดใหญ่สำหรับพวกเขาที่จะเข้าไปอ่านได้ ลักษณะเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับสังคมสิ่งพิมพ์ในปัจจุบัน ที่เราพบว่าจำนวนของผู้อ่าน นั้นมีมากกว่าจำนวนของผู้เขียนหลายเท่าตัว
อย่างไรก็ตาม ลักษณะเช่นนี้มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนไป ตั้งแต่มีการแลกเปลี่ยนแฟ้มข้อมูลกันโดยผ่านทางโปรแกรมเช่น Napster, Kazaa หรือระบบเช่น Bit torrent โดยโปรแกรมดังกล่าวเปลี่ยนสถานะให้ผู้ใช้ทุกคนเป็นทั้งผู้อ่าน (ดาวน์โหลด) และเป็นผู้แจกจ่ายแฟ้มที่ตนเองดาวน์โหลดมา หรือเขียนขึ้นมาเอง (เช่น คัดลอกเพลงจาก CD ของตนมาทำเป็น MP3)
ถัดจากแฟ้มเพลงและแฟ้มข้อมูล ก็เป็นเรื่องของข่าวสาร/ความคิดเห็น จากที่ผู้ใช้แต่ละคนจะต้องเขียนความเห็นลงไปปะปนกันในหน้ากระดานข่าว และทำได้แค่มองคอลัมนิสต์ในหนังสือพิมพ์ใช้เนื้อที่คอลัมน์ของตนแสดงความคิดเห็นไป ปัจจุบัน blog ก็ทำให้ใครก็ได้สามารถเขียนและเผยแพร่ความเห็นเสมือนว่ามีสำนักพิมพ์เป็นของตนเอง
เมื่อไม่นานนี้ หลายคนคงจะเคยได้ยินเรื่องของการดาวน์โหลดเพลงที่ตนชอบมาใส่ไว้ในเครื่องเล่น MP3 เพื่อที่จะได้ใช้เวลา “ของตนเอง” ได้ แม้จะอยู่ท่ามกลางคนมากมาย เขาเลิกที่จะสนใจคลื่นวิทยุและปลีกตัวหนีไปหาความวิเวก แต่เร็วๆ นี้ก็ได้มีสถานีวิทยุรูปแบบใหม่เกิดขึ้น เป็นสถานีที่เปิดเพลงเฉพาะที่สมาชิกได้ส่งไป ผู้ใช้เครื่องเล่น MP3 แทนที่จะเป็นผู้ฟังเพียงอย่างเดียว ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของผู้จัดรายการ ลักษณะนี้ก็คงจะคล้ายๆ กับการส่ง SMS ไปยังรายการโทรทัศน์นั่นเอง
จากที่กล่าวมา เราอาจจะมองเห็นกระแสที่เริ่มย้อนกลับ
เมื่อก่อนเวลาเรากล่าวถึงผู้ใช้อินเทอร์เน็ต เรามักนึกถึงคนผอม ผิวซีด หวาดกลัวและเก็บตัวอยู่ในห้อง ใช้อินเทอร์เน็ตในการศึกษาและค้นคว้าข้อมูล เป็นหนอนหนังสือที่แทะเล็มตั้งแต่เรื่องของเซลล์และวิวัฒนาการ ไปจนถึงเรื่องของบิ๊กแบงและซูเปอร์โนวา ในวันนี้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตคือผู้ที่เข้าไปสังสรรค์กับคนอื่น แม้ว่าตัวจะอยู่คนเดียว คนเขียนข่าวและนักวิจารณ์ หรือจะเป็นนักดนตรีที่แจกจ่ายผลงานตนเองให้กับใครที่ไม่รู้จัก จากคนที่จมอยู่ในกองหนังสือ กลายเป็นนักป่าวร้อง/นักแสดงกลางสนามหญ้า ที่ผู้คนต่างเดินไปมาเพื่อแวะชม
นี่อาจจะมีความหมายว่าความต้องการสังคมของเราก็ยังเป็นสิ่งที่เข้มข้นอยู่ แม้รูปแบบจะเปลี่ยนไปบ้าง หลายคนอาจมองว่าเทคโนโลยีนั้นทำให้หลายสิ่งหลายรวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ตื้นเขินลง แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในกระแสความสัมพันธ์ดังกล่าวอาจไม่คิดเช่นนั้นก็ได้
posted on 12 Jan 2009 23:30 by wonam in articles
ตีพิมพ์ใน Aday Weekly (คาดว่าจะเป็น ฉบับที่ 53 19-25 พ.ค. 2548)
ไม่นานหลังจากที่ Google ประกาศว่าจะเริ่มเก็บ “หนังสือ” ลงในฐานข้อมูล เพื่อให้บริการค้นหาสารสนเทศที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่บนอินเทอร์เน็ต ทางฝั่งยุโรป (โดยเฉพาะหอสมุดแห่งชาติฝรั่งเศส) ก็ได้ออกมาประกาศว่าจะสแกนหนังสือเพื่อเผยแพร่ออนไลน์เช่นเดียวกัน นี่อาจเป็นการแข่งขันเพื่อแย่งชิงอำนาจในการถือครองข้อมูลระหว่างสองขั้วใหญ่: สหรัฐอเมริกา และยุโรป และช่วยยืนยันความสำคัญของ “ข้อมูล” ที่จะมีในอนาคต
เนื่องจากปริมาณข้อมูลที่มากมายมหาศาลบนอินเทอร์เน็ต ข้อมูลต่างๆ ที่เรารับมานั้นย่อมขึ้นอยู่กับกระบวนการกลั่นกรองและจัดอันดับความสำคัญของเครื่องมือค้นหามากขึ้นทุกวัน “ข้อมูล” หรือ “สารสนเทศ” นั้นเป็นรูปแบบหนึ่งของ “ความรู้” อย่างไรก็ตาม ความรู้นั้นไม่ได้เป็นสิ่งสัมบูรณ์เหมือนที่เราเคยรู้สึกกัน ไม่ใช่ว่าหนังสือเรียนบอกว่า “ประเทศไทยเป็นเช่นนี้มาช้านาน” แล้วทุกคนจะต้องเชื่อเหมือนกับที่หนังสือเรียนบอก ดังนั้นการจะระบุว่าสิ่งใดเป็นความรู้นั้น มักขึ้นกับมุมมองของแต่ละคน
ถ้ามองในมุมดังกล่าว การที่ทางฝั่งยุโรปจะออกมาตื่นตัวกับการที่บริษัทอเมริกันจะผูกขาดการให้บริการความรู้ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
เมื่อครั้งที่ Google เปิดตัว Google News สถานีรวบรวมข่าวสารจากหนังสือพิมพ์ออนไลน์บนอินเทอร์เน็ต ก็ได้มีการออกมาวิจารณ์วิธีการคัดสรรข่าวของระบบนี้ แม้ว่า Google จะออกมาตอบว่าการคัดเลือกนั้นเป็นระบบอัตโนมัติไม่ได้ใช้มนุษย์มาเป็นผู้คัดเลือกจึงปราศจากอคติใดๆ หลายๆ คนก็ทำใจเชื่อได้ยาก เพราะว่าก่อนที่กระบวนการอัตโนมัติจะเกิดขึ้นมาได้ก็ต้องผ่านการทดสอบปรับปรุง จนกระทั่ง “ตรงใจ” กลุ่มนักพัฒนาเสียก่อน และในขั้นตอนดังกล่าวนี่เองที่ความเชื่อของกลุ่มนักพัฒนาเข้ามามีผลต่อกระบวนการอัตโนมัติได้ ทำนองเดียวกัน การจัดลำดับผลการค้นหาของ Google ก็คงยากที่จะหลีกเลี่ยงอคติที่แฝงมาในระหว่างการพัฒนา แม้ว่าผู้พัฒนาเองจะไม่ได้ตั้งใจหรือพยายามหลีกเลี่ยงก็ตาม
ปัจจัยอีกอย่างหนึ่งทำให้การจัดอันดับของ Google หรือเครื่องมือค้นหาต่างๆ (เช่น Yahoo หรือ MSN Search) เพิ่มอคติในการนำเสนอได้มากก็คือตัว “การจัดอันดับ” นั่นเอง เมื่อเราต้องเรียงทุกอย่างจาก 1 ไป 2 ไป 3 เราไม่สามารถที่จะเลือกที่จะบอกว่าสองอันดับแรกนั้นมีความเท่าเทียมกัน (และเครื่องมือค้นหาต่างๆ เอง ก็ไม่เคยพยายามที่จะบอกเราถึงเรื่องเหล่านี้ด้วย) ดังนั้นโอกาสที่มุมมองที่ได้รับความนิยมจะถูกนำเสนอเป็นอันดับแรกๆ (หรือหลายสิบอันดับแรก) จึงเป็นไปได้สูง นอกจากนี้กระบวนการจัดอันดับที่เครื่องมือค้นหาต่างๆ ใช้ ก็จัดได้ว่าเป็นกระบวนการปิด ยากที่ใครจะต่อรองได้ จึงทำให้การแก้ปัญหาดังกล่าวทำได้ยาก
ความหวังที่จะได้ความเป็นกลางในการนำเสนอบนอินเทอร์เน็ตนั้นแม้จะดูริบหรี่ แต่ก็ยังพอมีทางทำได้ อย่างไรก็ตาม ความหมายของ “ความเป็นกลาง” อาจต้องมีการลดหย่อนลงไป ดังเช่นรูปแบบที่สารานุกรมออนไลน์ เช่น วิกิพีเดีย (th.wikipedia.org) ได้เลือกใช้ กล่าวคือ “ความเป็นกลางในการนำเสนอคือการที่ทุกๆ มุมมองที่มีคนกลุ่มหนึ่งเชื่อถือ จะต้องถูกนำเสนออย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่มีการระบุหรือยืนยันว่ามุมมองใดเป็นมุมมองที่ถูกต้อง” หน้าที่ของสารานุกรมคือให้ข้อมูลของการโต้แย้ง แต่การเลือกว่ามุมมองใดถูกต้องนั้น เป็นหน้าที่ของผู้อ่าน ที่จะต้องมีวุฒิภาวะพอในการตัดสินใจจากข้อมูลที่มีให้
และสาเหตุที่ทำให้แหล่งให้ข้อมูล เช่น วิกิพีเดีย น่าจะมีความเป็นกลางค่อนข้างมากก็คือ การเปิดโอกาสให้มีการโต้เถียงกันระหว่างผู้ใช้ เกี่ยวกับการนำเสนอประเด็นต่างๆ บทความหลายๆ บทความเป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากการโต้เถียง ต่อรอง และประณีประนอมกันในการนำเสนอของกลุ่มคนที่เชื่อในมุมมองที่ขัดแย้งกัน โดยไม่มีฝ่ายใดทำตนเป็นผู้ผูกขาดความถูกต้อง
นี่น่าจะเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงความเป็นไปได้ของ “ความเป็นกลาง” ในการนำเสนอ ที่เกิดขึ้นท่ามกลางสนามการต่อสู้ทางความคิดที่ทุกฝ่ายยอมรับในสิทธิในการแสดงออกของฝ่ายอื่นๆ ผ่านทางกฎที่ไม่เอื้อประโยชน์ให้กับฝ่ายใดมากจนเกินไปนักเช่นกัน
posted on 11 Dec 2008 10:17 by wonam in articles
ตีพิมพ์ใน Aday Weekly ฉบับ 55 ปีที่ 2 2-8 มิ.ย. 2548 (ฉบับสุดท้าย)
เมื่อเรามองดูป้ายโฆษณาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยี หลายครั้งเราอาจถามตัวเองว่า "แล้วมันจะไปได้ไกลแค่ไหน?" หรือถ้าจะมองให้ทะลุไปมากกว่านั้นก็อาจเป็น "แล้วมันจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน"
ถ้าเราหยิบโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ขึ้นมาพิจารณา มันเป็นได้ทั้งเครื่องเล่นเกม เครื่องเล่นเพลง MP3 เป็นโทรทัศน์ สมุดบันทึก หรืออาจจะเป็นโทรศัพท์แบบเห็นหน้ากันได้ ถ้าลองจินตนาการให้ไกลกว่านั้น มันอาจเป็นบัตรประชาชน เป็นศูนย์รวมข้อมูลทุกชนิดที่เราต้องการ เราจะหาแผนที่ถนนก็เรียกค้นจากโทรศัพท์ หาหนังสือ ท่องเว็บ เข้าห้องสมุด ไปธนาคาร
ถ้าจะลองจินตนาการไปให้ไกลกว่านั้น เราคงไม่สามารถจะมองเพียงแค่มือถืออันเดียว กล่าวคือเราอาจต้องมองไปถึงทุกระบบที่อยู่รอบตัวเรา ตั้งแต่เครื่องคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เทคโนโลยีไร้สาย เทคโนโลยีอุปกรณ์อัตโนมัติ ลองนึกภาพเราเดินเข้าประตูรถไฟฟ้าโดยไม่ต้องสอดบัตร เพียงแค่เดินเข้าไประบบเก็บเงินจะเรียกคิดเงินจากเครื่องโทรศัพท์ของเรา ซึ่งโทรศัพท์จะไปตัดเงินของเราจากบัญชีธนาคารอีกที
แนวโน้มที่กล่าวมา ถ้าพิจารณากันจริง ๆ เราจะพบว่ามีประเด็นใหญ่ ๆ อยู่สองประเด็นคือ ความรวดเร็วของการไหลของข้อมูล กับความสามารถในการเชื่อมโยงข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เราอาจจะเรียกสภาวะเช่นนี้ว่าเป็นสภาวะการเปิดเสรีทางข้อมูลก็ได้ เสรีภาพดังกล่าวทำให้กิจกรรมหลาย ๆ ประเภทดำเนินไปได้อย่างสะดวกรวดเร็ว
ลองนึกภาพเราเดินเข้าไปในร้านขายหนังสือ จากนั้นเครื่อง PDA ของเราก็ป่าวประกาศข้อมูลการเลือกซื้อหนังสือทั้งหมดของเราให้กับระบบของร้านหนังสือ เพื่อขอข้อมูลรายการหนังสือแนะนำ ปัญหาก็คือถ้าเรามีนิสัยการอ่านหนังสือไม่เหมือนกับคนอื่น ๆ เราอาจไม่ต้องการให้คนอื่น ๆ เห็นรายการแนะนำหนังสือของเรา หรือกระทั่งไม่อยากให้ร้านหนังสือทราบข้อมูลดังกล่าวด้วยซ้ำไป บางคนอาจบอกว่าถ้าอย่างนั้นก็ให้ปิด PDA เสียก่อนจะเข้าร้าน ซึ่งนั่นอาจไม่ใช่ทางเลือก เพราะว่า PDA ของเราอาจเป็นโทรศัพท์มือถือ และการระงับความสามารถพิเศษบางอย่างของเครื่องเล่นพวกนี้ก็อาจทำได้ยาก สังเกตว่าเสรีภาพของข้อมูลนั้น ก็มาพร้อม ๆ กับการเสียความเป็นส่วนตัวของข้อมูลของเราเช่นกัน
ความสะดวกสบายต่าง ๆ ที่เราคาดว่าจะได้รับจากการเคลื่อนตัวอย่างอิสระของข้อมูล ก็คงจะเป็นไปเพื่อให้เราจับจ่ายใช้สอยอย่างไม่รู้ตัวมากขึ้น ได้สินค้าตรงใจมากขึ้น และทำให้กลุ่มธุรกิจสร้างรายได้มากขึ้นด้วย
ทั้งหมดนี้อาจเป็นมุมมองจากทางธุรกิจ ถ้าเรามองจากมุมของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ เราจะพบว่าเสรีภาพทางข้อมูลหมายถึงการก้าวข้ามขีดจำกัดของสถานที่และขอบเขตของประเทศ ผู้มองการณ์ไกลเมื่อเห็นประเด็นหลักทั้งสองแล้วก็อาจสร้างสรรค์จินตนาการถึงโลกในอนาคตที่สวยหรู หรือไม่ก็มืดดำได้มากมาย
ย้อนกลับไปเมื่อสัก 5-6 ปีก่อน มีการทำวิจัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีในอนาคต กลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่วิเคราะห์เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และการสื่อสารเขียนไว้ว่าเทคโนโลยีเส้นสายเคเบิลใยแก้วนำแสงจะกลายเป็นเครื่องใช้ประจำบ้าน ทุก ๆ ที่จะมีสายสัญญาณไปถึงหมด ไม่มีใครแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญในวันนั้นจะสามารถคาดการณ์ว่าในปัจจุบันนี้เทคโนโลยีที่นิยามโลกปัจจุบันกลับกลายเป็นเทคโนโลยีสื่อสารไร้สาย ส่วนสายใยแก้วนำแสงยังคงเป็นอุปกรณ์หลักในการสื่อสารระหว่างจุดเชื่อมต่อใหญ่ๆ เช่นเดิม ไม่ได้กลายเป็นของที่ทุกคนจะสามารถเข้าใช้ได้ง่ายๆ เหมือนที่พวกเขาคาดเอาไว้
มีคนถามไลนัส ทอร์วาลดส์ ว่าเขามีวิสัยทัศน์หรือมองอนาคตเป็นเช่นใด เขาบอกว่า เขาเป็นพวกนักต่อต้านวิสัยทัศน์ เนื่องจากวิสัยทัศน์มักทำให้เรามองข้ามสิ่งที่อยู่ตรงหน้า นอกจากบางสิ่งที่อยู่ตรงหน้าที่ไลนัสกล่าวถึงแล้ว หลาย ๆ ครั้งภาพที่สวยหรูที่เราสร้างขึ้นมานั้นได้มองข้ามกลุ่มคนที่ไม่ได้เป็นทั้งกลุ่มเป้าหมายหรือกลุ่มที่ได้โอกาสจากอนาคตที่วาดไว้นั้นอยู่เสมอ ๆ