(พิมพ์ใน Aday Weekly เมื่อประมาณกลางปี 2548)
เมื่อเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเริ่มประกาศตัวออกมา ความเร็วของการเชื่อมต่อในการดาวน์โหลด (อ่านข้อมูลมายังเครื่อง) และการอัพโหลด (ส่งข้อมูลจากเครื่องกลับไปยังเซิร์ฟเวอร์ในอินเทอร์เน็ต) จะไม่เท่ากัน โดยส่วนมากความเร็วในการดาวน์โหลดจะสูงกว่ามาก แต่ไม่มีใครบ่นหรือกังวลอะไร ทั้งนี้เนื่องจากทุกคนเชื่อว่าผู้ใช้จะ “อ่าน” ข้อมูลมายังเครื่อง มากกว่าที่จะ “เขียน” ข้อมูลกลับไป และหลายคนเชื่อว่าลักษณะของข้อมูลที่ส่งไปมาในอินเทอร์เน็ตคงจะมีรูปแบบดังกล่าวไปอีกนาน
การที่ผู้ใช้โดยทั่วไปจะ “อ่าน” มากกว่า “เขียน” ได้หลายๆ เท่านั้น หมายความว่าจะต้องมีแหล่งข้อมูลขนาดใหญ่สำหรับพวกเขาที่จะเข้าไปอ่านได้ ลักษณะเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับสังคมสิ่งพิมพ์ในปัจจุบัน ที่เราพบว่าจำนวนของผู้อ่าน นั้นมีมากกว่าจำนวนของผู้เขียนหลายเท่าตัว
อย่างไรก็ตาม ลักษณะเช่นนี้มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนไป ตั้งแต่มีการแลกเปลี่ยนแฟ้มข้อมูลกันโดยผ่านทางโปรแกรมเช่น Napster, Kazaa หรือระบบเช่น Bit torrent โดยโปรแกรมดังกล่าวเปลี่ยนสถานะให้ผู้ใช้ทุกคนเป็นทั้งผู้อ่าน (ดาวน์โหลด) และเป็นผู้แจกจ่ายแฟ้มที่ตนเองดาวน์โหลดมา หรือเขียนขึ้นมาเอง (เช่น คัดลอกเพลงจาก CD ของตนมาทำเป็น MP3)
ถัดจากแฟ้มเพลงและแฟ้มข้อมูล ก็เป็นเรื่องของข่าวสาร/ความคิดเห็น จากที่ผู้ใช้แต่ละคนจะต้องเขียนความเห็นลงไปปะปนกันในหน้ากระดานข่าว และทำได้แค่มองคอลัมนิสต์ในหนังสือพิมพ์ใช้เนื้อที่คอลัมน์ของตนแสดงความคิดเห็นไป ปัจจุบัน blog ก็ทำให้ใครก็ได้สามารถเขียนและเผยแพร่ความเห็นเสมือนว่ามีสำนักพิมพ์เป็นของตนเอง
เมื่อไม่นานนี้ หลายคนคงจะเคยได้ยินเรื่องของการดาวน์โหลดเพลงที่ตนชอบมาใส่ไว้ในเครื่องเล่น MP3 เพื่อที่จะได้ใช้เวลา “ของตนเอง” ได้ แม้จะอยู่ท่ามกลางคนมากมาย เขาเลิกที่จะสนใจคลื่นวิทยุและปลีกตัวหนีไปหาความวิเวก แต่เร็วๆ นี้ก็ได้มีสถานีวิทยุรูปแบบใหม่เกิดขึ้น เป็นสถานีที่เปิดเพลงเฉพาะที่สมาชิกได้ส่งไป ผู้ใช้เครื่องเล่น MP3 แทนที่จะเป็นผู้ฟังเพียงอย่างเดียว ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของผู้จัดรายการ ลักษณะนี้ก็คงจะคล้ายๆ กับการส่ง SMS ไปยังรายการโทรทัศน์นั่นเอง
จากที่กล่าวมา เราอาจจะมองเห็นกระแสที่เริ่มย้อนกลับ
เมื่อก่อนเวลาเรากล่าวถึงผู้ใช้อินเทอร์เน็ต เรามักนึกถึงคนผอม ผิวซีด หวาดกลัวและเก็บตัวอยู่ในห้อง ใช้อินเทอร์เน็ตในการศึกษาและค้นคว้าข้อมูล เป็นหนอนหนังสือที่แทะเล็มตั้งแต่เรื่องของเซลล์และวิวัฒนาการ ไปจนถึงเรื่องของบิ๊กแบงและซูเปอร์โนวา ในวันนี้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตคือผู้ที่เข้าไปสังสรรค์กับคนอื่น แม้ว่าตัวจะอยู่คนเดียว คนเขียนข่าวและนักวิจารณ์ หรือจะเป็นนักดนตรีที่แจกจ่ายผลงานตนเองให้กับใครที่ไม่รู้จัก จากคนที่จมอยู่ในกองหนังสือ กลายเป็นนักป่าวร้อง/นักแสดงกลางสนามหญ้า ที่ผู้คนต่างเดินไปมาเพื่อแวะชม
นี่อาจจะมีความหมายว่าความต้องการสังคมของเราก็ยังเป็นสิ่งที่เข้มข้นอยู่ แม้รูปแบบจะเปลี่ยนไปบ้าง หลายคนอาจมองว่าเทคโนโลยีนั้นทำให้หลายสิ่งหลายรวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ตื้นเขินลง แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในกระแสความสัมพันธ์ดังกล่าวอาจไม่คิดเช่นนั้นก็ได้
ขอฟรี มักจะโดนละเลย แม้นมันจะ้เป็นสิ่งที่มีค่ามากทีสุดในโลกก็ตาม
สิ่งที่ตระหนักว่ามีต้นทุนเท่านั้น จะกระทบต่อความรู้สึกในการห่วงแหน รักษา และ ดูแล
ความสัมพันธ์ก็เช่นกัน
เมื่อระบบทำให้มันได้มาง่าย ความสำคัญมันก็จะลดลง เพราะต้นทุนในการได้มันมาต่ำลง
จะเห็นได้จากคนสมัยก่อน ห่วงแหนเพื่อนฝูง
รักษาความสัมพันธ์ต่างๆไว้เป็นอย่างดี เพราะต้นทุนของเขาสูงนัก โอกาสจะได้เจอกันมันยากเสียเหลือเกิน แม้นจะติดต่อ ต้องทดทนใช้เวลา
แต่ปัจจุบันคนสมัยใหม่ สามารถตัดทิ้งความสัมพันธ์ได้อย่างไม่ใยดี แม้นจะเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ตามแต่ เพียงเพราะ ฉันก็หาใหม่ได้ไม่ยาก
เท่านี้หละครับ :)
ขอให้โลกสงบสุขครับ
#1 By xinnix on 2009-01-18 14:57