ตีพิมพ์ใน Aday Weekly ฉบับ 55 ปีที่ 2 2-8 มิ.ย. 2548 (ฉบับสุดท้าย)
เมื่อเรามองดูป้ายโฆษณาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยี หลายครั้งเราอาจถามตัวเองว่า "แล้วมันจะไปได้ไกลแค่ไหน?" หรือถ้าจะมองให้ทะลุไปมากกว่านั้นก็อาจเป็น "แล้วมันจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน"
ถ้าเราหยิบโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ขึ้นมาพิจารณา มันเป็นได้ทั้งเครื่องเล่นเกม เครื่องเล่นเพลง MP3 เป็นโทรทัศน์ สมุดบันทึก หรืออาจจะเป็นโทรศัพท์แบบเห็นหน้ากันได้ ถ้าลองจินตนาการให้ไกลกว่านั้น มันอาจเป็นบัตรประชาชน เป็นศูนย์รวมข้อมูลทุกชนิดที่เราต้องการ เราจะหาแผนที่ถนนก็เรียกค้นจากโทรศัพท์ หาหนังสือ ท่องเว็บ เข้าห้องสมุด ไปธนาคาร
ถ้าจะลองจินตนาการไปให้ไกลกว่านั้น เราคงไม่สามารถจะมองเพียงแค่มือถืออันเดียว กล่าวคือเราอาจต้องมองไปถึงทุกระบบที่อยู่รอบตัวเรา ตั้งแต่เครื่องคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เทคโนโลยีไร้สาย เทคโนโลยีอุปกรณ์อัตโนมัติ ลองนึกภาพเราเดินเข้าประตูรถไฟฟ้าโดยไม่ต้องสอดบัตร เพียงแค่เดินเข้าไประบบเก็บเงินจะเรียกคิดเงินจากเครื่องโทรศัพท์ของเรา ซึ่งโทรศัพท์จะไปตัดเงินของเราจากบัญชีธนาคารอีกที
แนวโน้มที่กล่าวมา ถ้าพิจารณากันจริง ๆ เราจะพบว่ามีประเด็นใหญ่ ๆ อยู่สองประเด็นคือ ความรวดเร็วของการไหลของข้อมูล กับความสามารถในการเชื่อมโยงข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เราอาจจะเรียกสภาวะเช่นนี้ว่าเป็นสภาวะการเปิดเสรีทางข้อมูลก็ได้ เสรีภาพดังกล่าวทำให้กิจกรรมหลาย ๆ ประเภทดำเนินไปได้อย่างสะดวกรวดเร็ว
ลองนึกภาพเราเดินเข้าไปในร้านขายหนังสือ จากนั้นเครื่อง PDA ของเราก็ป่าวประกาศข้อมูลการเลือกซื้อหนังสือทั้งหมดของเราให้กับระบบของร้านหนังสือ เพื่อขอข้อมูลรายการหนังสือแนะนำ ปัญหาก็คือถ้าเรามีนิสัยการอ่านหนังสือไม่เหมือนกับคนอื่น ๆ เราอาจไม่ต้องการให้คนอื่น ๆ เห็นรายการแนะนำหนังสือของเรา หรือกระทั่งไม่อยากให้ร้านหนังสือทราบข้อมูลดังกล่าวด้วยซ้ำไป บางคนอาจบอกว่าถ้าอย่างนั้นก็ให้ปิด PDA เสียก่อนจะเข้าร้าน ซึ่งนั่นอาจไม่ใช่ทางเลือก เพราะว่า PDA ของเราอาจเป็นโทรศัพท์มือถือ และการระงับความสามารถพิเศษบางอย่างของเครื่องเล่นพวกนี้ก็อาจทำได้ยาก สังเกตว่าเสรีภาพของข้อมูลนั้น ก็มาพร้อม ๆ กับการเสียความเป็นส่วนตัวของข้อมูลของเราเช่นกัน
ความสะดวกสบายต่าง ๆ ที่เราคาดว่าจะได้รับจากการเคลื่อนตัวอย่างอิสระของข้อมูล ก็คงจะเป็นไปเพื่อให้เราจับจ่ายใช้สอยอย่างไม่รู้ตัวมากขึ้น ได้สินค้าตรงใจมากขึ้น และทำให้กลุ่มธุรกิจสร้างรายได้มากขึ้นด้วย
ทั้งหมดนี้อาจเป็นมุมมองจากทางธุรกิจ ถ้าเรามองจากมุมของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ เราจะพบว่าเสรีภาพทางข้อมูลหมายถึงการก้าวข้ามขีดจำกัดของสถานที่และขอบเขตของประเทศ ผู้มองการณ์ไกลเมื่อเห็นประเด็นหลักทั้งสองแล้วก็อาจสร้างสรรค์จินตนาการถึงโลกในอนาคตที่สวยหรู หรือไม่ก็มืดดำได้มากมาย
ย้อนกลับไปเมื่อสัก 5-6 ปีก่อน มีการทำวิจัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีในอนาคต กลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่วิเคราะห์เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และการสื่อสารเขียนไว้ว่าเทคโนโลยีเส้นสายเคเบิลใยแก้วนำแสงจะกลายเป็นเครื่องใช้ประจำบ้าน ทุก ๆ ที่จะมีสายสัญญาณไปถึงหมด ไม่มีใครแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญในวันนั้นจะสามารถคาดการณ์ว่าในปัจจุบันนี้เทคโนโลยีที่นิยามโลกปัจจุบันกลับกลายเป็นเทคโนโลยีสื่อสารไร้สาย ส่วนสายใยแก้วนำแสงยังคงเป็นอุปกรณ์หลักในการสื่อสารระหว่างจุดเชื่อมต่อใหญ่ๆ เช่นเดิม ไม่ได้กลายเป็นของที่ทุกคนจะสามารถเข้าใช้ได้ง่ายๆ เหมือนที่พวกเขาคาดเอาไว้
มีคนถามไลนัส ทอร์วาลดส์ ว่าเขามีวิสัยทัศน์หรือมองอนาคตเป็นเช่นใด เขาบอกว่า เขาเป็นพวกนักต่อต้านวิสัยทัศน์ เนื่องจากวิสัยทัศน์มักทำให้เรามองข้ามสิ่งที่อยู่ตรงหน้า นอกจากบางสิ่งที่อยู่ตรงหน้าที่ไลนัสกล่าวถึงแล้ว หลาย ๆ ครั้งภาพที่สวยหรูที่เราสร้างขึ้นมานั้นได้มองข้ามกลุ่มคนที่ไม่ได้เป็นทั้งกลุ่มเป้าหมายหรือกลุ่มที่ได้โอกาสจากอนาคตที่วาดไว้นั้นอยู่เสมอ ๆ

#1 By Sucha (203.159.36.14) on 2008-12-11 10:43