อากาศ

posted on 03 Dec 2008 00:45 by wonam

ผมมักพยายามมองอะไรที่ระบบ

ไม่หรอก ผมไม่ได้คิดว่าระบบจะทำให้คนดีได้หรอก แต่ระบบสร้างความคิดความเชื่อให้กับคน

ระบบในที่นี้ ผมอยากจะมองกว้างกว่าระบบ หรือกลไกขับเคลื่อนที่มองเห็นได้ชัด แต่อยากจะรวมถึงระบบที่มองเห็นไม่ชัด ไม่ได้มีกติกาชัดเจนด้วย ระบบกว้าง ๆ นี้อาจมองว่าเป็นสภาพแวดล้อมก็ได้ แต่ที่ผมเรียกว่าระบบเพราะว่าอยากเรียกให้ชัดเจนโดยแสดงถึงที่มาว่าสภาพแวดล้อมเหล่านี้ก็สร้างมาจากมนุษย์ ไม่ใช่สภาพแวดล้อมที่เกิดมาเอง

ระบบดังกล่าวก็เหมือนกับอากาศที่คนในสังคมสูดดมอยู่ทุกวัน ซึ่งจะหล่อหลอมให้เขามีความเชื่อความคิด และอุดมการณ์เป็นไปต่าง ๆ นานา

ขอยกตัวอย่างจากความเชื่อว่า "ที่การเมืองมันมีปัญหาอยู่อย่างนี้เพราะว่าการซื้อเสียง" โดยหลัง ๆ การซื้อเสียงที่กล่าวถึงนี้มีขอบเขตกว้างไกลไปมาก 

ยกตัวอย่างเช่น สมมติว่าผมนิยมระบอบทุนนิยมแบบสุดขั้ว ผมก็ควรจะเลือกนักการเมืองที่มีทัศนะคติแบบนั้น หรือว่าถ้าผมนิยมระบอบเศรษฐกิจแบบต่อต้านโลกาภิวัฒน์ ผมก็ควรจะเลือกนักการเมืองหรือพรรคการเมืองที่หาเสียงทางนั้น  ทำไปทำมา นี่กลายเป็นการซื้อเสียงทางนโยบายหรือเปล่า มันแตกต่างจากการบอกว่าจะสร้างถนนหรือเปล่า ผมคิดว่ามันไม่ต่างกันเลย  และคนกรุงเทพก็เป็นคนที่โดนซื้อเสียงด้วยความเชื่อทางนโยบายที่มากที่สุดจังหวัดหนึ่งเหมือนกัน

ความคิดว่าปัญหาเกิดจากการซื้อเสียงดังกล่าว ผมคิดว่าเป็นความเชื่อที่ถูกสร้างและปลุกระดมอย่างมากมาย ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่ามันถูกหรือไม่  ถ้าผมไม่เลือกคนที่จะทำประโยชน์ให้กับผมหรือสิ่งที่ผมให้ความสำคัญในทางตรงหรือทางนโยบาย แล้วผมจะเลือกตั้งโดยพิจารณาจากอะไร?

หรือจากวิกฤตการเมืองที่กำลังเกิดขึ้น หลาย ๆ คนโทษคนชั้นกลางว่าเป็นกลุ่มคนที่ไม่ยอมรับหลักการประชาธิปไตย  ยอมรับเสียงส่วนใหญ่ไม่ได้  สำหรับผมเอง ผมก็อยากจะโทษคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเหมือนกัน แต่ผมคิดว่า อันนี้เป็นเรื่องของระบบ เป็นเรื่องของ "อะไรที่อยู่ในอากาศ" ที่ผมอยากจะเข้าใจ 

ผมเชื่อว่ารากของปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าชนกลุ่มหนึ่งของสังคมมีความเชื่อที่ผิดพลาด หรือเชื่ออะไรที่ไม่ตรงกับที่หลายคนเชื่อ  ผมคิดว่าเราน่าจะมีคำตอบ (หรือเค้าโครงของคำตอบ) ได้ด้วยว่าทำไมถึงเกิดเหตุการณ์แบบนั้น

ผมอยากจะเข้าใจปัญหามากกว่าการชี้ไปและระบุว่าใครเป็นคนผิดและหวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่าคนที่ถูกชี้นิ้วนั้นจะเข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงถูกกล่าวว่าเป็นคนผิดแล้วหลังจากนั้นก็หันมาเชื่อและปรับทัศนคติให้เป็นอย่างที่คนที่ชี้นิ้วเชื่อ

แน่นอนการพยายามทำความเข้าใจนี้ยากมาก  ผมควรจะเริ่มจากการวิเคราะห์ความคิดตัวเองก่อน แต่จะทำอะไรให้กว้างกว่านั้นอย่างไรผมก็ยังไม่ทราบ  แถมปัญหาก็เกิดขึ้นได้ง่าย เช่น แทนที่จะเข้าใจอาจกลายเป็นการหลอกตัวเองว่าเข้าใจ แต่ผมคิดว่าถ้าเรายังไม่เข้าใจอะไรมากไปกว่าการโยนความผิดให้กับคนกลุ่มหนึ่ง (ซึ่งมีจำนวนไม่น้อย) เราก็ยังไม่สามารถเข้าถึงรากของปัญหาได้ลึกพอ 

หรือว่าที่อยากจะเข้าใจเรื่องนี้ให้ได้นั้นผมอาจจะหวังอะไรลม ๆ แล้ง ๆ ไปเอง?

หมายเหตุ: อยากจะเขียนเรื่องนี้มาสักพักใหญ่ ๆ แล้ว วันนี้อ่าน blog เรื่อง ความเกลียดชัง ที่อิ๊กเขียน เลยคิดว่าต้องเขียนเรื่องนี้เสียที

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อุปมากับ"อะไรที่อยู่ในอากาศ"แล้วนึกถึงเพลง Something in the air ของ Sarah Brightmanขึ้นมา อุปมาสวยจังเลยครับ

#1 By galgard on 2008-12-03 10:46

nice post ครับ

ตรงที่พี่บอกว่า

ผมอยากจะเข้าใจปัญหามากกว่าการชี้ไปและระบุว่าใครเป็นคนผิดและหวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่าคนที่ถูกชี้นิ้วนั้นจะเข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงถูกกล่าวว่าเป็นคนผิดแล้วหลังจากนั้นก็หันมาเชื่อและปรับทัศนคติให้เป็นอย่างที่คนที่ชี้นิ้วเชื่อ

ถ้าทุกคนคิดแบบนี้ได้ก็คงดีครับ ไม่ใช่ยึดแต่ความคิดตนเป็นหลักแล้วเอาแต่โจมตีคนที่คิดไม่เหมือนกัน สิ่งที่บ้านเราขาดอยู่คือการยอมรับความเห็นที่แตกต่างและเข้าใจถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของการโหวตและระบบ


#2 By เอ๊ด (128.135.82.89) on 2008-12-03 11:51

``ถ้าทุกคนคิดแบบนี้ได้ก็คงดีครับ'' <-- ก็เพิ่งจะเห็นอยู่หยกๆ ว่า ``ผมอยากจะเข้าใจปัญหามากกว่าการชี้ไปและระบุว่าใครเป็นคนผิดและหวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่าคนที่ถูกชี้นิ้วนั้นจะเข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงถูกกล่าวว่าเป็นคนผิดแล้วหลังจากนั้นก็หันมาเชื่อและปรับทัศนคติให้เป็นอย่างที่คนที่ชี้นิ้วเชื่อ''

``ถ้าทุกคนคิดแบบนี้ได้ก็คงดีครับ'' <-- หวังลมๆ แล้งๆ?
``ถ้าทุกคนคิดแบบนี้ได้ก็คงดีครับ'' <-- หวังให้คนที่ถูกชี้นิ้วปรับทัศนคติตาม?

- -'

ไม่รู้สิครับ, หรือ อาจจะเป็นข้อยกเว้นก็เป็นได้.

#3 By อานนท์ (118.173.55.170) on 2008-12-08 15:01

ให้ผมเดานะ

``ถ้าทุกคนคิดแบบนี้ได้ก็คงดีครับ'' <-- คิดว่า ``อยากจะเข้าใจปัญหามากกว่าการชี้ไปและระบุว่าใครเป็นคนผิดและหวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่าคนที่ถูกชี้นิ้วนั้นจะเข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงถูกกล่าวว่าเป็นคนผิดแล้ว หลังจากนั้นก็หันมาเชื่อและปรับทัศนคติให้เป็นอย่างที่คนที่ชี้นิ้วเชื่อ''

#4 By wonam on 2008-12-08 17:06

ใน #3 ผมก็เข้าใจแบบ #4 นะแหละครับ.
ใน #3 ก็เป็นการถามว่า การคิดแบบ #4 นั้น เป็นการ "หวังลมๆ แล้งๆ" และ "หวังให้คนที่ถูกชี้นิ้วปรับทัศนคติตาม" หรือ เปล่า?
(คล้ายๆ จะ recursive หนะ)

#5 By อานนท์ (203.130.143.243) on 2008-12-17 21:21