posted on 27 Jun 2009 13:30 by wonam
วันนี้เดินผ่านร้านกำลังฉายวีดีโอคอนเสิร์ตไมเคิล แจ็คสัน เป็นการแสดงที่เปี่ยมไปด้วยพลัง ดูได้สักพักก็ต้องเดินออกมา เพราะว่ายิ่งดูก็ยิ่งเศร้า การได้พบการตกต่ำ และร่วงหล่นจากฟากฟ้า ของคนที่ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ว่าเป็นอัจฉริยะ เป็นเรื่องที่น่าเศร้ายิ่งนัก
เมื่อไม่มีตัวตนอยู่แล้ว สิ่งที่เหลือก็คือความทรงจำที่ติดอยู่กับคนอื่น ๆ
posted on 23 Jun 2009 23:08 by wonam
ผมเดินมองป้ายเตือนต่าง ๆ ที่ติดอยู่บนรั้วสังกะสีลอนเหลี่ยมข้างเขตก่อสร้างตึกสูง สัญลักษณ์ที่บอกให้ใส่หมวกกันสิ่งของตก ออกแบบได้สวย ป้ายสีแดงเด่นอยู่บนพื้นหลังสีเขียวของรั้ว
ผมได้ยินเสียงร้องจากด้านบน และเงยหน้าขึ้นไป...
ผมนึกถึงมือนั้นที่ผมเอื้อมไปพยายามจะสัมผัส นึกถึงภาพที่คุ้นตาและเสียงที่อาจจะตอบมา ผมนึกถึงหนังสือที่เพิ่งซื้อมาและยังไม่ได้อ่าน สถานที่ที่อยากจะไป เพื่อนที่เคยเกริ่นกันว่าอยากนัดทานข้าว ผมนึกถึงสายลมแผ่วเบาที่พัดมาทักทายยามนั่งเล่นริมสระน้ำ ที่ศาลา ที่ม้านั่งหินริมทางเท้า ที่เธอเดินผ่านมาและผมมองไปจนสุดสายตา ภาพนั้นยังติดตา ความรู้สึกอยากจะวิ่งตามไป วิ่งไปจนกว่าจะหมดเรี่ยวแรง ภาพของประตูรั้วที่ปิดอยู่ ที่พยายามมองเข้าไปด้านใน หลายเรื่องที่ยังสงสัย ผมจะมีโอกาสได้ยืนอยู่ตรงนั้นหรือไม่ ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปเช่นไร คนนั้นคนโน้นคนนี้จะได้เจออีกไหม ฝันของผู้คนเหล่านั้นจะเป็นจริงได้หรือไม่ แล้วฝันของผมเองที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาในวันข้างหน้าผมจะยังจำได้หรือเปล่า ผมจะจำตัวของผมเองในวันนี้ได้หรือเปล่า หรือว่า...
แล้วเหตุการณ์นั้นถ้าผมอดทนสักหน่อย ใช้เหตุผลสักที หรือในอีกครั้งที่น่าจะทำตามใจ เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียใจ และจะได้ไม่ต้องมานั่งคิดว่าทำไม อย่างไร หรือว่าถ้าไม่ได้ทำอย่างนั้น ถ้าเพียงแต่ว่าผมจะเดินออกมา หรือว่าถ้าผมจะตอบว่าไม่ ถ้าผมลืมว่าควรจะทำสิ่งนั้น หรือแค่ชะล่าใจ ถ้าผมไม่ได้ยกมือ ไม่ได้เดินเข้าไปทักทาย ถ้าผมปล่อยให้แค่การพบปะเป็นแค่การพยักหน้า ถ้าผมไม่ถามว่าเป็นอย่างไร หรือถ้าผมไม่เสนอทางเลือกและไม่ได้สมัครใจเข้าไปบอกกล่าว ถ้าผมหุบปากหรือไม่ตอบโต้ในวันนั้นแล้ววันนี้จะเป็นอย่างไร...
แล้วพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร...
แล้วผมจะลืมตาตื่นขึ้นมาอีกหรือไม่?
posted on 14 Jun 2009 11:27 by wonam
เพิ่งอ่านเรื่องเกี่ยวกับ วิศวกรรมโลก (geo-engineering) มาจากนิตยสาร the Atlantic ที่ซื้อมาเมื่อวาน (ฉบับ July/August 2009 ตอนนี้เนื้อหายังไม่ขึ้นบนเว็บ)
ในขณะที่เราต่างพยายามพูดถึงการจัดการลดการผลิตคาร์บอนเพื่อบรรเทาภาวะโลกร้อน ได้มีความพยายามในอีกรูปแบบหนึ่งที่แก้ปัญหาโลกร้อนเช่นเดียวกัน ตัวอย่างของแนวทางเหล่านี้เช่น
สังเกตว่าวิธีเหล่านี้ไม่ได้แก้ปัญหาเรื่องการมีคาร์บอนมากในบรรยากาศแต่อย่างไร อย่างไรก็ตาม ก็มีผู้เสนอวิธีที่พยายามจัดการที่ต้นตอปัญหา ก็คือ
(อ่านเพิ่มได้อีกจากบทความในวิกิพีเดีย)
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ก็ไม่ต่างกับการเล่นเกมอะไรนัก คนที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าวมองว่านี่เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เหมือนกับว่า ถ้าเราเป็นโรคอ้วน ก็แก้โดยการซื้อเข็มขัดมารัดพุงซะ ถ้าเอาเข็มขัดออก (หรือเข็มขัดขาด) ท้องอาจจะขยายขนาดเกินการเยียวยาได้
ยิ่งไปกว่านั้น หลายคนก็ห่วงเรื่องผลกระทบข้างเคียงอื่น ๆ ที่อาจจะเกิดจากการดำเนินการระดับโลกดังกล่าวได้
ที่น่าสนใจก็คือแนวทางเหล่านี้ก็คือมันสามารถกระทำได้โดยลงทุนไม่มากเกินไป (อยู่ในหลักพันล้านเหรียญ) และน่าจะเห็นผลในการลดอุณหภูมิของโลกได้
แต่การที่การลงทุนนั้นไม่มากเกินไปนัก ไม่ได้เป็นข้อดีเสียทีเดียว ลองคิดดูว่าถ้าหากมีมหาเศรษฐี (ในปัจจุบันนี้มีหลายคนที่มีเงินมากพอในระดับดังกล่าว) อยากช่วยโลก หรือมีประเทศหนึ่งที่ต้องการจัดลดผลกระทบจากปัญหาโลกร้อน แล้วทุ่มทุนเพื่อพัฒนาตามแนวทางเหล่านี้ คนที่เหลือบนโลกจะทำอย่างไร?
ยิ่งไปกว่านั้น การลงทุนที่ต่ำนี้ อาจเป็นเงื่อนไขให้หลาย ๆ ฝ่ายละเลี่ยงการพยายามแก้ปัญหาที่ต้นตอ นั่นคือการลดการปล่อยคาร์บอน แต่หันมาสนับสนุนแนวทางวิศวกรรมโลกนี้แทน
บทความทิ้งท้ายว่าน่าจะถึงเวลาที่ควรมีการพูดคุยถึงนโยบายการจัดการเรื่องดังกล่าวในระดับโลกเสียที เพราะว่าน่าจะคาดการณ์ได้ว่าถ้าในอนาคตเกิดความจำเป็นขึ้นจริง ๆ อาจมีบางประเทศบ้าเลือด เริ่มการปรับเปลี่ยนดินฟ้าอากาศเหล่านี้ไปโดยที่หลาย ๆ ฝ่ายไม่สามารถทักท้วงอะไรได้เลย
posted on 10 Jun 2009 14:50 by wonam
... แล้วร่างกายก็เหมือนกระทบกับอะไรบางอย่าง
เมื่อลืมตาขึ้นก็พบกับสภาพความเป็นจริง สลัดภาพที่เคยฝันออกและเริ่มเรียนรู้ใหม่ว่าเราเป็นใครและกำลังทำอะไร มองหันหลังไปเป็นทางทอดยาวที่ได้เดินมา เส้นทางเดินนั้นที่เลี้ยวไปมา บางขณะก็เหมือนเดินหมุนวนย่ำไปมา บางครั้งก็เดินย้อนกลับไปทางเก่า สิ่งที่วัดไปตอนนี้เป็นเพียงระยะขจัดที่ไกลห่างจากจุดเริ่มต้น แต่ไม่สามารถบอกได้ว่า กำลังเดินขึ้นสู่ยอดเขา หรือว่าเดินลงสู่หุบเหว
แต่อย่างน้อยเท้าก็ติดพื้น
posted on 10 Jun 2009 12:27 by wonam
เวลาเดินก็เจอกำแพงแบบนี้...
บางส่วนของงานที่อ่านมาแล้วอธิบายให้เพื่อนฟัง (เป็น reduction จากปัญหาหนึ่งไปยัง Vertex Cover)
โต๊ะทำงานในบางโอกาส (กาแฟหวานไปหน่อย)