บางช่วงเวลา

posted on 19 Jun 2013 00:50 by wonam in articles
 
หลายคนพอกล่าวถึงประสบการณ์การเป็นอาจารย์ มักนึกถึงว่าการเป็นอาจารย์คือการถ่ายทอดความรู้ให้กับนิสิต หรือถ้าจะเป็นแนวทางร่วมสมัยหน่อย อาจารย์ก็เป็นผู้กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ โดยอาจจะผ่านทางการตั้งคำถาม สนทนา หรือยกตัวอย่างหลอกล่อให้นิสิตเกิดความใคร่รู้

อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์การประกอบอาชีพอาจารย์ที่ผ่านมา ผมคิดว่าความคิดดังกล่าวอาจจะมองอะไรเพียงด้านเดียวมากเกินไป

ในการสอนวิชาใดครั้งหนึ่ง ๆ ผมก็จะพบว่าหลาย ๆ เรื่องที่ไม่เคยรู้ ก็ได้รู้ บางเรื่องที่รู้งู ๆ ปลา ๆ ก็ได้รู้และเข้าใจมากขึ้น ความเข้าใจบางเรื่องก็แหลมคมขึ้น  ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะจากการเตรียมสอน การพูดคุยระหว่างเรียน หรือการตอบคำถามหลังเรียน

ไม่ใช่แค่นิสิตที่ได้ขัดเกลาความคิดระหว่างเรียน แต่อาจารย์เองก็ได้พัฒนาความรู้ความเข้าใจไปพร้อม ๆ กัน  นิสิตและอาจารย์ล้วนเป็นผู้ให้และผู้รับในเวลาเดียวกัน  และผมคิดว่ามันยากมากที่จะบอกว่าฝ่ายใดได้รับอะไรมากกว่ากัน

การเป็นอาจารย์ก็เหมือนการเดินทางบนทางสายหลักเดิม ๆ ซ้ำ ๆ กัน อาจจะมีแวะโน่นนี่บ้าง แต่วงรอบปีการศึกษาก็หมุนไปเรื่อย ๆ ระหว่างทางนั้นก็มีนิสิตมากหน้าหลายตา แตกต่างทั้งพื้นเพความหลังและจุดมุ่งหมายมาร่วมเดินด้วย

เป็นการใช้เวลาบางช่วงเวลาร่วมกัน โดยต่างคนอาจมีเป้าหมายต่างกัน

ในการเดินทางสายเก่านี้ อาจารย์ก็เป็นแค่ผู้ที่เดินมาก่อน และอาจารย์ไม่สามารถจะเลือกให้นิสิตได้ว่าจะเดินผ่านทางเส้นนี้อย่างไรเพราะว่าเป้าหมายของแต่ละคนต่างกัน และทุกคนมีหน้าที่จะต้องเลือกทางเดินของตนเองและรับผิดชอบกับอนาคตที่จะเกิดขึ้นระหว่างทางที่เดิน

สิ่งที่ผมคิดว่าอาจจะทำได้กับผู้ร่วมทางคือบอกเล่าประสบการณ์ ตักเตือนบ้างและให้กำลังใจ  เพราะว่าทางที่นิสิตที่ร่วมทางจะต้องเดินต่อไปนั้น ยังมุ่งต่อไปอีกไกล อาจจะแตกต่างและเดินไปอย่างยากลำบากกว่าทางอาจารย์ได้เคยเดินมา

เมื่อเขียนถึงตรงนี้ ผมนึกถึงบทกวีเก่า ๆ ที่ผมเคยอ่านในภาคภาษาไทย จนกระทั่งไม่นานนี้มีคนชี้ให้เห็นว่าน่าจะมาจากบทกวีภาษาอังกฤษบทไหน:

The Road Not Taken - Robert Frost

Two roads diverged in a yellow wood,
And sorry I could not travel both
And be one traveler, long I stood
And looked down one as far as I could
To where it bent in the undergrowth;

Then took the other, as just as fair,
And having perhaps the better claim
Because it was grassy and wanted wear,
Though as for that the passing there
Had worn them really about the same,

And both that morning equally lay
In leaves no step had trodden black.
Oh, I kept the first for another day!
Yet knowing how way leads on to way
I doubted if I should ever come back.

I shall be telling this with a sigh
Somewhere ages and ages hence:
Two roads diverged in a wood, and I,
I took the one less traveled by,
And that has made all the difference.

ที่อยากให้หลายคนได้อ่าน เพราะว่าหลายคนอาจจะต้องเดินทางที่ไม่ค่อยมีคนเดินเหล่านี้ และบทกวีบทนี้อาจจะเป็นกำลังใจให้ได้เช่นกัน
 
จริง ๆ แล้ว หมายเหตุสั้น ๆ นี้เกิดจากการนึกถึงการที่มีนิสิตชวนไปงานไหว้ครู ผมคิดว่าผมคงจะไม่ไปร่วมงานนี้อีกนาน เพราะว่าจริง ๆ แล้ว อาจารย์แบบผมควรจะต้องหันกลับมาไหว้นิสิตที่ทำให้ผมได้ขวนขวายเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง ทั้งอาจจะผ่านทางคำถาม ข้อสงสัย หรือคำประชดประชัน ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้การเดินทางบนเส้นทางเดิม ที่มีเปิดเทอม สอบ ปิดเทอมวนซ้ำไปมา ของวงรอบปีการศึกษานั้น น่าอภิรมย์ยิ่งนัก
 
------
หมายเหตุ (19 มิ.ย. 56): จากลิงก์ http://zenpencils.com/comic/60-robert-frost-the-road-not-taken/ ที่นัทที นิภานันท์ได้มาแปะไว้ในอีก status หนึ่ง ระบุว่าบทกวีข้างต้น จริง ๆ แล้วไม่ได้พูดแนะนำให้เลือกทางที่มีคนเดินน้อยกว่าเท่าใดนัก แต่กลับพูดถึงว่าชีวิตมีทางเลือก ที่เมื่อเลือกแล้วอาจจะพาไปสู่สองทางที่แตกต่างกัน โดยไม่ได้บอกว่าทางไหนจะดีกว่ากัน (ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ไม่สามารถบอกได้ เพราะว่าเราไม่สามารถเดินเส้นทางสองเส้นทาง แต่ยัง "be one traveler" ได้)
ถ้าเราสังเกตดี ๆ เราจะพบกว่าการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตผ่านทางสายโทรศัพท์หรือทางสายระบบเครือข่ายภายใน การใช้งานผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คที่หลายครั้งเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านทางเครือข่ายไร้สาย และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านทางระบบเครือข่ายโทรศัพท์มือถือไม่ว่าจะเป็น GPRS หรือ 3G ล้วนมีการทำงานไม่แตกต่างกันเท่าใดนัก ไม่ใช่เฉพาะกับทางผู้ใช้เท่านั้น ในฝั่งผู้พัฒนาระบบโดยทั่วไปก็ไม่ต่างกันมากนัก 
 
ทั้งหมดนี้อาจจะดูเป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีอะไรน่าสนใจ  อย่างไรก็ตาม เราลองมาพิจารณาตัวอย่างคร่าว ๆ ที่น่าจะแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นในการเชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ต

ในสมัยก่อน ในการเชื่อมต่อเข้าอินเทอร์เน็ตจากบ้าน โดยมากเราก็จะติดต่อขอเชื่อมต่อผ่านทางผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (Internet Service Provider หรือ ISP) เราจะได้รับอุปกรณ์ตัวหนึ่ง (เรียกว่าโมเด็ม) เพื่อมาต่อเข้ากับระบบโทรศัพท์บ้านและเราก็สามารถเสียบสายเชื่อมเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราเข้ากับอุปกรณ์ดังกล่าวได้  อย่างไรก็ตาม ถ้าเราใช้โน้ตบุ๊ค หรือต้องการย้ายที่ใช้คอมพิวเตอร์ไปมาในบ้าน การเชื่อมต่อผ่านทางสายมักไม่สะดวก  เราสามารถไปซื้ออุปกรณ์อีกตัวหนึ่งมาเชื่อมต่อกับโมเด็มและทำให้เรามีเครือข่ายไร้สายใช้ที่บ้านได้  เครือข่ายดังกล่าวสร้างความสะดวกอย่างยิ่ง เพราะว่าเราสามารถเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์หลาย ๆ เครื่องเข้ากับเครือข่ายไร้สายนี้ได้ผ่านทางอุปกรณ์ดังกล่าวโดยใช้คู่สายโทรศัพท์แค่คู่เดียว

วันดีคืนดีระบบอินเทอร์เน็ตที่มากับสายโทรศัพท์เรามีปัญหา เราอาจจะรีบไปซื้อแอร์การ์ดที่เป็นอุปกรณ์ที่ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของเราเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ ทำให้เราต่ออินเทอร์เน็ตผ่านเครือข่ายดังกล่าวได้โดยตรง  หรือไม่เช่นนั้น เราอาจจะเชื่อมต่อโดยใช้สายต่อไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่และใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่นั้นต่ออินเทอร์เน็ตให้ก็ได้  ถ้าเรามีโทรศัพท์เคลื่อนที่รุ่นใหม่ ๆ เราอาจจะให้โทรศัพท์นั้นปล่อยสัญญาณเครือข่ายไร้สายและทำตัวเป็นจุดเชื่อมต่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์หลาย ๆ เครื่องของเราได้

ถ้าเราเข้าไปในบริเวณที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ เราก็ยังมีโอกาสที่จะเชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ตได้ผ่านทางดาวเทียม  หรือถ้าเรามีความชำนาญในการเลี้ยงนกพิราบมากพอในทางทฤษฎีเราก็ยังสามารถใช้นกในการเชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ตได้เช่นกัน (มาตรฐานการส่งข้อมูลสำหรับอินเทอร์เน็ตผ่านทางนกนั้นมีอยู่จริง ๆ)

ทั้งหมดนี้ เราก็ยังใช้โปรแกรมประยุกต์ที่ใช้ทำงานกับอินเทอร์เน็ตบนเครื่องคอมพิวเตอร์เราได้เหมือนเดิมทุกประการ

สังเกตว่าในสถานการณ์ที่กล่าวมา การเชื่อมต่อทำผ่านอุปกรณ์หลากหลายรูปแบบ หลายผู้ผลิต และมีข้อมูลวิ่งผ่านตัวกลางที่แตกต่างกันมากมาย  ทั้งหมดนี้ กระทำโดยที่เครื่องคอมพิวเตอร์ปลายทางที่เราส่ง-รับข้อมูลด้วยไม่จำเป็นต้องรู้และสนใจเลย และในหลาย ๆ กรณีก็ไม่สามารถทราบข้อมูลในส่วนนี้ได้ด้วย

ความยืดหยุ่นอย่างสุดขั้วที่ทำให้รูปแบบการเชื่อมต่อมีได้หลากหลายรูปแบบเช่นนี้ สามารถกล่าวได้เต็มปากว่าเป็นผลลัพธ์มาจากการออกแบบของอินเทอร์เน็ต หรือถ้ามองกลับกัน คงไม่ผิดนักถ้าเราจะกล่าวว่า อินเทอร์เน็ตถูกออกแบบมาโดยมีความยืดหยุ่นในการเชื่อมต่อเช่นนี้เป็นเป้าหมายนี่เอง

แน่นอนว่า สำหรับประดิษฐ์กรรมระดับโลกเช่นอินเทอร์เน็ต ย่อมไม่ใช่ผลงานการพัฒนาของบุคคลหนึ่งบุคคลใด  สถาปัตยกรรมพื้นฐานของอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันมีรากฐานอยู่บนการคิดค้นต่าง ๆ มากมาย  อย่างไรก็ตาม ในบทความนี้ เราจะเน้นแค่มุมหนึ่งของการออกแบบที่เกี่ยวกับการพัฒนาระบบแบบเปิดเท่านั้น  โดยจะละประเด็นอื่น ๆ ที่สำคัญไม่แพ้กันออกจากการพิจารณา เช่น แนวคิดการส่งข้อมูลแบบ packet switching ที่เสนอให้ส่งข้อมูลโดยแบ่งข้อมูลเป็นส่วนย่อย ๆ ที่แต่ละส่วนจะถูกนำส่งไปยังเป้าหมายแยกกันไป ซึ่งเป็นวิธีที่แตกต่างจากวิธีการจัดการส่งรับข้อมูลเสียงของระบบเครือข่ายโทรศัพท์ในสมัยนั้น

คำว่า อินเทอร์เน็ต มีรากมาจากคำว่า internetworking หรือการเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างเครือข่าย  เป้าหมายของการออกแบบและพัฒนาอินเทอร์เน็ตมาจากความต้องการที่จะแบ่งปันทรัพยากร ทั้งในด้านการคำนวณและด้านของข้อมูล  ภาพรวมของระบบคอมพิวเตอร์ในปีค.ศ. 1973 (พ.ศ. 2516) ที่ Vinton Cerf, Robert Kahn, และคณะ ได้เริ่มดำเนินการออกแบบสถาปัตยกรรมของเครือข่ายเพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายนี้ ประกอบไปด้วยเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของทางทหาร เครือข่ายที่เชื่อมโยงทางธุรกิจ  เครือข่ายคลื่นวิทยุ เครือข่ายที่เชื่อมโยงด้วยระบบดาวเทียม รวมไปถึงเครือข่ายย่อย ๆ ตามสถาบันการศึกษาหลาย ๆ ที่  เงื่อนไขหลักที่ผู้ออกแบบต้องพบก็คือเครือข่ายเหล่านี้ มีองค์กรที่จัดการและดูแลแยกจากกัน มีนโยบายการใช้งานที่แตกต่างกัน และมีกระบวนการทำงานทั้งในระดับฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์แตกต่างกัน 

ข้อจำกัดดังกล่าวตีกรอบให้ระบบที่ออกแบบขึ้นมาต้องเป็นระบบเปิด กล่าวคือเป็นระบบที่เครือข่ายย่อยต่าง ๆ ที่จะเข้ามาเชื่อมโยงด้วย มีอิสระในการออกแบบและจัดการภายในอย่างเต็มที่ สามารถเลือกใช้อุปกรณ์และระบบเครือข่ายอย่างใดก็ได้ (เช่น จะเป็นระบบเครือข่ายไร้สาย จะเชื่อมต่อทางระบบเครือข่ายโทรศัพท์ หรือจะเป็นเครือข่ายภายในที่เชื่อมต่อด้วยสัญญาณดาวเทียม) 

จากข้อจำกัดดังกล่าว นำไปสู่เงื่อนไขพื้นฐานในการออกแบบที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่เราสนใจ ดังนี้

1. เครือข่ายต่าง ๆ จะต้องเป็นอิสระจากกันและจะต้องสามารถเชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ตได้โดยไม่จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนระบบภายใน
 
2. ระบบจะพยายามส่งข้อมูลเท่าที่จะทำได้ (เรียกว่าเป็นการส่งแบบ best effort) โดยไม่มีการรับประกันความสำเร็จในการส่งข้อมูล  และตัวกลางสำหรับการรับส่งข้อมูลจะทำงานโดยไม่จำเป็นต้องจดจำรายละเอียดของข้อมูลที่ไหลผ่าน 
 
เงื่อนไขนี้นอกจากจะทำให้การออกแบบตัวกลางทำได้ง่าย โดยยกภาระการดูแลความถูกต้องสมบูรณ์ของข้อมูลให้เป็นหน้าที่ของคอมพิวเตอร์ปลายทางแล้ว ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นเนื่องจากความต้องการที่จะเชื่อมโยงเครือข่ายที่หลากหลายเข้าด้วยกัน เพราะเป็นการลดเงื่อนไขความสามารถของระบบเครือข่ายที่จะเข้ามาเชื่อมเข้ากับระบบอินเทอร์เน็ต

3. ในระดับปฏิบัติการจะต้องไม่มีการควบคุมในภาพรวม (global control) 
 
เงื่อนไขข้อนี้ระบุว่าระบบที่ออกแบบขึ้นนั้นจะต้องสามารถทำงานได้โดยที่ไม่ต้องมีหน่วยงานกลางคอยควบคุมกำกับและดูแลการทำงานภายในของแต่ละเครือข่าย  (คำว่าหน่วยงานกลางนี้ไม่ได้มีความหมายจำกัดแค่ถึงองค์กรหนึ่งองค์กรใดเพียงองค์กรเดียวแต่หมายความรวมถึงกลุ่มขององค์กรและหน่วยงานด้วย)

ผลลัพธ์ของการออกแบบคือระบบเครือข่ายบนเครือข่าย  ผู้ใช้ทั่วไปก็อาจเห็นร่องรอยของการเป็นเครือข่ายบนเครือข่ายได้ไม่ยากนัก  สังเกตว่าถ้าเราใช้ระบบเครือข่ายไร้สาย (wifi) หรือเครือข่ายแลน (เสียบสาย) บางครั้งเราจะต้องระบุรหัสที่อยู่ MAC (MAC address ย่อมาจาก Medium Access Control address)  โดยที่รหัสดังกล่าวจะติดอยู่กับอุปกรณ์ของเรา ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์เคลื่อนที่  อย่างไรก็ตาม ถ้าเราเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านระบบเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (GPRS/3G) หรือในสมัยก่อนที่เราใช้โมเดมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ต (ที่เป็นอินเทอร์เน็ตความเร็วต่ำ 56Kb/s) เราจะไม่พบการใช้งานหมายเลขดังกล่าวเลย (สำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านทางเครือข่ายไรสายได้ ก็ยังจำเป็นจะมีหมายเลขที่อยู่ MAC เพื่อใช้ในการเชื่อมต่อ wifi)

เราสามารถทำความเข้าใจระบบเครือข่ายบนเครือข่ายโดยพิจารณาเทียบกับระบบไปรษณีย์  ในการส่งจดหมายนั้น เราต้องจ่าหน้าซองจดหมายด้วยที่อยู่ผู้รับ  สังเกตว่าในการทำงานทั่วไปแล้ว พนักงานไปรษณีย์จะไม่สนใจชื่อผู้รับเลย แต่มีเป้าหมายที่จะส่งจดหมายไปยังบ้านเลขที่ที่ระบุบนซองเท่านั้น  ไม่ว่าบ้านนั้นจะมีผู้รับเพียงคนเดียว จะเป็นองค์กรขนาดใหญ่ หรือที่พักอาศัยที่มีผู้รับหลายร้อยคน หน้าที่ของพนักงานไปรษณีย์คือนำจดหมายส่งให้ถึงจุดรับของหน่วยย่อยเท่านั้น  จากนั้นภายในหน่วยรับจะจัดการกระจายจดหมายอย่างไร จะมีระบบไปรษณีย์ย่อยภายในหรือจะมีวิธีการระบุชื่อผู้รับไม่เหมือนกันในแต่ละองค์กรก็ไม่มีผลต่อการทำงานของระบบไปรษณีย์หลักเลยแม้แต่น้อย  ถ้ามองในภาพที่ใหญ่ขึ้นไป ไปรษณีย์ระดับภาคก็ไม่จำเป็นรู้ว่าจะนำส่งจดหมายให้กับบ้านแต่ละหลังได้อย่างไร แต่ต้องรับผิดชอบหน้าที่หลักในการแยกจดหมายตามจังหวัดเพื่อส่งให้กับไปรษณีย์จังหวัดไปนำส่งต่อไป

เมื่อเทียบกับระบบไปรษณีย์แล้ว ระบบอินเทอร์เน็ตระบุรูปแบบของที่อยู่แต่ละบ้านที่ชัดเจนในรูปของหมายเลขที่อยู่ไอพี (IP address) องค์กรที่ดูแลระบบเครือข่ายย่อยเองก็จะเปรียบได้กับจังหวัดที่มีที่ทำการไปรษณีย์เป็นของตนเอง  แต่ละช่องทางที่โปรแกรมที่ทำงานในเครื่องคอมพิวเตอร์ใช้ติดต่อกันก็เปรียบเสมือนผู้รับ-ส่งจดหมายแต่ละคนในระบบไปรษณีย์นี้  (โปรแกรมที่เปิดการเชื่อมต่อหลายการเชื่อมต่อในเวลาเดียวกัน เช่น บราวเซอร์สมัยใหม่ ก็จะเปรียบเสมือนมีผู้รับจดหมายหลายคนอยู่ในบ้านเดียวกันพร้อม ๆ กัน เป็นต้น)  เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน ผู้อ่านสามารถทดลองสั่งคำสั่งในภาคผนวก เพื่อทดลองดูเส้นทางการเชื่อมต่อจากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้อยู่กับ www.google.com ได้

อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบระบบไปรษณีย์กับระบบอินเทอร์เน็ตมีข้อแตกต่างที่สำคัญอยู่หลายประการ โดยทั่วไปเราจะส่งจดหมายในซองปิดผนึก (ยิ่งในกรณีข้อความในจดหมายเป็นความลับ) บนอินเทอร์เน็ตนั้นประเด็นดังกล่าวไม่ได้ถูกตั้งเป็นเงื่อนไขหลักเมื่อออกแบบทำให้การรับส่งข้อมูลทั่วไปเปรียบได้กับการส่งไปรษณีย์บัตรที่พนักงานไปรษณีย์สามารถอ่านข้อความที่เราเขียนได้  นอกจากนี้ข้อมูลดิจิทัลมีลักษณะเป็นนามธรรม