โบราณ

posted on 09 Oct 2009 21:52 by wonam

ช่วงนี้บังเอิญไปกดหาเพลงสมัยเด็ก ๆ มาฟัง เจอเพลงด้านล่างนี้ (ฟังได้จากที่นี่, ซึ่งจริง ๆ แล้วน่าจะลิงก์มาจากที่pleang.com แต่ flash เยอะเหลือเกินเล่นไม่ไหว)  (ดูปกจาก covershare)

เมื่อก่อนผมจะอ่านเนื้อเพลงตลอด เพลงนี้ในปกเทป ถ้าจำไม่ผิด ท่าทางเนื้อจะยาว เลยพิมพ์ไม่ครบ แต่เนื้อเพลงนี้ดีมาก ๆ ไว้ถ้ามีโอกาสจะกลับไปค้นมาให้แน่ว่าใครเป็นคนแต่งเนื้อ (ถ้าจำไม่ผิด แต่ไม่แน่ใจ น่าจะเป็น กรวิก)

ที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ ในชุดที่แจ้ออกอัลบั้มเดี่ยว จะมีเพลงอย่างน้อยเพลงหนึ่งที่ให้ทีมงานได้ร้องด้วย (เยอะๆ) ในชุดนี้ก็มีเพลงนี้ ที่เด่น ๆ หน่อยก็จะมีเสียงของ โอม ชาตรี คงสุวรรณ และถ้าจำไม่ผิดก็น่าจะมีเสียงของ ติ๊ก ชิโร่ และ จิ๊บ ร.ด. ด้วย

ฟังแล้วคิดว่า ถ้ามีงานปัจฉิมนิเทศ น่าจะเอามาเปิดให้ฟังกัน

ของขวัญที่มอบให้เธอมีมากมาย แต่ชิ้นสุดท้าย...

ของขวัญ
จากอัลบั้ม "ของขวัญ" แจ้ ดนุพล แก้วกาญจน์ (2529)

 

เธอกับฉัน ร่วมกันค้นซึ่งจุดหมาย
ซาบซึ้งเห็นจริงหลากหลายที่พันผูกให้เป็นฉันเป็นเธอ
คิดเสมอ หากเธอพ้นไปเมื่อใด
ส่วนหนึ่งฉันซ่อนเก็บไว้จะมอบ เป็นของขวัญแด่เธอ

เปิดเมื่อไหร่ จะพบกับแสงสว่างชี้นำทางให้เธอเดินก้าวหน้าไป
เปิดเมื่อไหร่ จะพบทางเดินสดใส พร้อมทั้งแรงจากใจ ถึงใจมอบให้กับเธอ

จงมั่นใจฉัน ทุกวันฟาดฟันกับอุปสรรค
แม้ทุกข์นั้นจะหนัก สู้ไป
จงเชื่อฉันไว้ เพราะจริงใจ ยังเป็นเพื่อนเธอเสมอ
ของขวัญที่มอบให้เธอ มีค่ามากกว่าสิ่งใด

เธอกับฉัน ร่วมกันค้นซึ่งจุดหมาย
ซาบซึ้งเห็นจริงหลากหลายที่พันผูกให้เป็นฉันเป็นเธอ
คิดเสมอ หากเธอพ้นไปเมื่อใด
ส่วนหนึ่งฉันซ่อนเก็บไว้จะมอบ เป็นของขวัญแด่เธอ

เปิดเมื่อไหร่ จะพบแววตาแสนซื่อ และนั่นคือสัญญาที่มีเยื้อใย
เปิดเมื่อไหร่ จะพบรอยยิ้มแจ่มใส พร้อมทั้งพรจากใจ ถึงใจทุกก้าวที่เดิน

แต่กล่องสุดท้ายขอให้เธอ จงอย่ารีบเร่งแกะกล่อง
วันใดน้ำตานองค่อยแง้มดู
มีผ้าผืนน้อยเพียงชิ้นเดียว ซ่อนเธอเธอจงได้รู้
หยิบมาเร็วไวยามน้ำตาพรู ก้าวสู้ต่อไป

เธอกับฉัน ร่วมกันค้นซึ่งจุดหมาย
ซาบซึ้งเห็นจริงหลากหลายที่พันผูกให้เป็นฉันเป็นเธอ
คิดเสมอ หากเธอพ้นไปเมื่อใด
ส่วนหนึ่งฉันซ่อนเก็บไว้จะมอบ เป็นของขวัญแด่เธอ

 

ยิ้ม

posted on 03 Oct 2009 21:02 by wonam

คนบอกว่าการยิ้มเป็นภาษาสากล มันก็น่าจะเป็นเช่นนั้นจริง ๆ  เด็กเกิดมาก็ยิ้มเป็น แต่จะรู้หรือเปล่าว่ายิ้มมีความหมายเช่นใด  บางท่าทางคล้ายจะเป็นสากล แต่เอาเข้าจริง ๆ ก็ไม่ใช่ เช่น การส่ายหัวบางทีก็ไม่ได้แปลว่าไม่

วันนี้เขาเดินยิ้มไปตลอดทางที่เดินจากป้ายรถประจำทางไปยังที่ทำงานที่อยู่ที่ชั้น 18 ของตึกสูงชานเมืองใหญ่ จากที่ทำงานเขามองเห็นท้องฟ้าสดใส เราคงบอกไม่ได้ว่าฟ้านั้นสดใสจริง ๆ หรือว่านั่นเป็นความรู้สึกของเขา  เช่นเดียวกับที่เราไม่สามารถบอกได้ว่าสีฟ้าที่ทุกคนเห็น จริง ๆ เห็นเป็นสีเหมือน ๆ กันหรือเปล่า

หน้าต่างหลากหลายบานบนจอภาพที่ด้านหน้ามีตัวอักษรปนกับรูปมากมาย เขาขยับเมาส์ไปมา เมื่อลูกศรย้ายไปในที่ต่าง ๆ ข้อมูลมากมายที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เขาชี้ก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้น  เขากดเลือกข้อมูลที่ต้องการสองสามจุด ข้อมูลประกอบอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับตัวอย่างที่เขาเลือกก็เพิ่มขึ้นมา เขาเอาเมาส์ไปชี้อีกสองสามที่ จากนั้นลากกลุ่มข้อมูลทั้งหมดแยกออกมาแล้วกดปุ่มสีน้ำเงิน ข้อมูลจากที่แยกเป็นเรื่องย่อย ๆ ที่เชื่อมกันอย่างหลวม ๆ ค่อย ๆ หลอมรวมกัน  จากคำเป็นประโยค จากประโยคกลายเป็นย่อหน้าและกลายเป็นบทความขนาดย่อม ๆ  เขาเริ่มอ่านเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยของรายงาน  ระหว่างที่อ่าน เขาก็ค่อย ๆ เลือกประโยคที่ชอบ ย้ายลำดับย่อหน้า และกดเลือกข้อมูลเพื่อเชื่อมโยงเพิ่มเติม  เมื่ออ่านและใส่ความเห็นจนถึงสุดบทความ  เมื่อเขากดปุ่มสีน้ำเงินอีกครั้ง บทความก็แตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ก่อนที่จะเริ่มก่อร่างสร้างตัวประกอบกันขึ้นมาใหม่อีกครั้ง แต่ภายใต้โครงสร้างใหม่ ลำดับเรื่องใหม่ รูปลักษณ์ใหม่ ข้อมูลใหม่ และการให้เหตุผลแบบใหม่ เขาอ่านซ้ำ กดขอข้อมูลเพิ่มเติม เลือกจุดโน้น ลบจุดนี้ สั่งเน้นบางจุดอีกครั้ง  เขาค่อนข้างแน่ใจว่าหลังการแยกประกอบครั้งนี้ บทความน่าจะสมบูรณ์ตามที่เขาต้องการ

เขายิ้มขึ้นอีกครั้ง

ก่อนจะพลิกหน้าจอไปที่อีกจุดหนึ่ง  ในนั้นเขาพบเพื่อน ๆ หลายคนกำลังนั่งทำงานอยู่ บางคนหันมาทักทายและยิ้มให้ แต่เขาไม่รู้หรอกว่ารอยยิ้มนั้นเกิดขึ้นเมื่อใด มันอาจจะเป็นรูปที่บันทึกและตั้งโปรแกรมไว้ หรืออาจเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ ในเวลานี้ก็ได้  เขาเลือกเมาส์ไปยังรูปของเพื่อนคนหนึ่งที่ไม่ได้คุยกันมาสักพักแล้ว ก่อนจะสั่งให้โปรแกรมส่งคำทักทายไป  หลายอึดใจผ่านไป... ไม่มีอะไรตอบกลับมา  รอยยิ้มหายไปจากหน้าของเขา  ในการใช้งานระบบนี้ ทุกคนจะตั้งโปรแกรมให้ตอบคำทักทายโดยอัตโนมัติ  ไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่จะไม่ทำเช่นนั้น การทำให้คนอื่นเสียเวลารอค่อย แม้จะเป็นแค่เสี้ยววินาทีก็เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจมาก  เขาสั่งปิดการติดต่อกับเพื่อนคนดังกล่าว ไม่สิ คนคนนั้นไม่ใช่เพื่อนของเขาอีกต่อไป...  หลังจากนี้ถ้าคนคนนั้นเรียกเข้ามาหาเขาอีกระบบโต้ตอบอัตโนมัติในโหมดปิดการสนทนาจะทำงานแทนเขา

ปุ่มสีแดงกระพริบขึ้นเพื่อนเตือนว่าหมดเวลาคุยกับเพื่อน

เขาเลื่อนเมาส์กลับไปที่หน้าต่างบทความอีกครั้ง ตอนนี้บทความได้ถูกรื้อแก้อีกหลายรอบโดยบรรณาธิการ  เขาอ่านดูก็พบว่าประโยคสำคัญที่เขาเน้นไว้ โดนเปลี่ยนให้เป็นประโยคธรรมดา และส่วนใจความหลักถูกรื้อเพื่อเปลี่ยนบทสรุปใหม่  เขาฝืนยิ้มพร้อมกับท่องในใจว่า "บ้างได้บ้างไม่ได้ บ้างได้บ้างไม่ได้" ซ้ำไป ซ้ำมา ประโยคดังกล่าวเป็นประโยคที่เขาได้เรียนมาจากการเข้าอบรมความอดกลั้น  เพื่อนเป็นความสัมพันธ์ที่สามารถลบทิ้งหรือแก้ไขได้ แต่ความสัมพันธ์กับบรรณาธิการไม่เป็นเช่นนั้น  มีคนบอกว่าบรรณาธิการควรจะเป็นอาชีพที่น่าจะตกงานไปนานแล้ว แต่คนที่ตกงานในตอนนี้กลับนักคิดที่เสนอแนวคิดเช่นนั้น

แน่นอน เขาไม่รู้ว่าคนที่แก้บทความดังกล่าวเป็นบรรณาธิการ หรือว่าเป็นโปรแกรมอัตโนมัติที่บรรณาธิการสอนเอาไว้  แต่มันไม่ใช่เรื่องที่จะมาคิดตอนนี้ เขายิ้มให้กับจอภาพ ยิ้มให้กับหน้าบรรณาธิการที่เขาจินตนาการให้หัว พร้อม ๆ กับลากเมาส์เพื่อเน้นข้อความอีกสองสามข้อความที่เขาหวังว่าจะผ่านการเห็นชอบจากบรรณาธิการ

นักคิดคนดังกล่าวจริง ๆ แล้วคงกล่าวไว้ไม่ผิดนัก  ตอนนี้บรรณาธิการธรรมดาคงตกงานไปหมดแล้ว  บรรณาธิการชื่อดังสามารถทำงานได้รวดเร็วขึ้นและสามารถตรวจแก้ ปรับทิศทาง และเสนอหัวข้อให้กับนักเขียนนับร้อยคนได้ในเวลาสั้น  ในยุคที่บทความที่ผลิตมานั้นมหาศาล จนแม้ผู้คนจะบริโภคข่าวสารได้มากขึ้นจากเครื่องมือต่าง ๆ ก็ยังไม่วายรู้สึกว่าข่าวสารที่มีก็ยังมากเกินไปอยู่ดี ชื่อของบรรณาธิการที่รับรองคุณภาพรวมถึงรสนิยมก็กลับมาเป็นสิ่งสำคัญในการเลือกอีกครั้งหนึ่ง

ปุ่มสีส้มกระพริบเพื่อบอกว่าเขาสามารถอ่านบทความที่ติดตามไว้ได้แล้ว

เมื่อย้ายเมาส์ไปยังบริเวณรวบรวมข้อมูล เขาเห็นจุดแสดงข้อมูลที่ถูกย่อยแล้วหลายร้อยจุด ข้อมูลแสดงความสัมพันธ์นี้ถูกสกัดออกมาจากบทความที่ย่อยแล้วหลายพันบทความจากนักเขียนนับหมื่นภายใต้การคัดสรรของบรรณาธิการนับร้อย

เขายิ้มขึ้นก่อนจะเริ่มกลืนกินข้อมูลเหล่านั้น

เขายิ้ม ยิ้มก่อนจะกระพริบตา

เราไม่รู้หรอกว่าที่เราเห็นว่าเขายิ้มนั้นเป็นรอยยิ้มจริง ๆ หรือว่าเป็นรอยยิ้มที่โปรแกรมขึ้น

โลกใหม่

posted on 29 Sep 2009 14:48 by wonam

ดาวดวงนั้นลอยอยู่ไกล แต่แสงสว่างนั้นแจ่มชัดเมื่อเขามองในยามค่ำคืน บนดาดฟ้าตึกทำงานมองไปไกลไกลเห็นรถรายังวิ่งวุ่นแม้ว่าตอนนี้เข้าใกล้เวลาของวันใหม่ เขาสูดหายใจลึก ๆ ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องไป

ในห้องนั้นเขาจับเศษเสี้ยวของความคิดชิ้นเล็กชิ้นน้อย ประติดประต่อกันเข้าเป็นรูปร่าง จากความฝันและอุดมการณ์ค่อย ๆ ทอทักให้เป็นชิ้นเป็นอัน เขาวางโครงร่างโดยใช้ทั้งความเชื่อและข้อมูลที่ได้ศึกษา จากนั้นสำหรับแต่ละองค์ประกอบเขาค่อย ๆ สร้างส่วนย่อยชิ้นเล็ก ๆ แล้วนำมาเชื่อมกันให้เป็นก้อน ทีละนิดละนิด จากก้อนที่มีไม่กี่ชิ้นส่วนย่อย ค่อย ๆ รวมกันเป็นกลุ่มก้อน เป็นชิ้นเป็นอัน บางครั้งเขาก็หยิบส่วนที่สร้างไว้ก้อนเล็ก ๆ มาทดสอบ ถ้าพบว่าไม่เป็นไปตามที่หวังเขาก็แก้ไขและสร้างขึ้นมาใหม่ บางทีเขาก็หยิบก้อนที่ใหญ่หน่อยมาทดลองดู เพื่อลองว่าชิ้นส่วนย่อย ๆ ประกอบกันได้ตามต้องการหรือไม่  บ่อยครั้งที่ความผิดพลาดทั้งหมดมาจากส่วนเล็ก ๆ ไม่ได้เป็นอย่างที่คิดไว้  บางทีก็มีสิ่งที่เขาไม่ได้คาดการณ์มาก่อน

โลกใหม่ เขาฝันถึงโลกใหม่...

และเขาเองจะเป็นคนหนึ่งที่ช่วยสรรค์สร้างโลกใหม่ใบนี้ให้เป็นตามที่ต้องการ  โลกใหม่กว้างไกล มองไปได้สุดสายตา โลกใหม่ใบนี้ไม่ได้มีแค่สามมิติแต่เป็นโลกที่เชื่อมโยงกันด้วยความสัมพันธ์ที่ไร้ขีดจำกัดทางกายภาพ  โลกใหม่เป็นโลกที่ทรัพยากรมีอย่างล้นเหลือจนแทบจะทำให้ระบบเศรษฐศาสตร์ดั่งเดิมที่วางอยู่บนแนวคิดว่าทรัพยากรนั้นเป็นสิ่งขาดแคลนแทบจะต้องเริ่มศึกษากันใหม่ โลกใบนี้มีศักยภาพที่จะเป็นสถานที่ที่ทุกคนสามารถเติบโตได้ตามความพอใจและความสามารถของตน  เขาฝันถึงผืนแผ่นดินที่กว้างใหญ่พอที่ทุกคนจะเติบโตเป็นไม้ใหญ่ โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ใต้ร่มเงาของใคร

ระหว่างที่กำลังหมกมุ่นกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างไม่ลดละ เขาได้ยินเสียงอะไรดังขึ้น

เขาวิ่งออกไปดูด้านนอก ที่บนทางด่วนที่อยู่ไม่ไกลนั้นมีควันลอยขึ้นมา คนวิ่งกรูกันบนนั้น

เขามองอย่างไม่สนใจ และเดินกลับเข้าห้องไปอีกครั้งและถอนหายใจ

ทันใดนั้นเขารู้สึกว่าโลกทั้งใบเริ่มหดตัวลงเรื่อย ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง เขาเอามือกุมขมับ ทรุดตัวลง และมองไปยังชิ้นส่วนแห่งความล้มเหลวที่อยู่ตรงหน้า เขาลืมสิ่งที่สำคัญที่สุดในโลกใบใหม่ที่เขาทุ่มเทสร้าง เขาลืมนึกถึงคนอีกครึ่งหนึ่งที่จะต้องอยู่ในนั้นเช่นกัน

เก็บทฤษฏีเอาไว้ก่อน

posted on 09 Sep 2009 12:02 by wonam
  • เมื่อวานสอนแล็บ นิสิตเปิดเพลงปาล์มมี่ระหว่างรอเริ่มสอน
  • ผมนึกถึงเมื่อประมาณเกือบสิบปีก่อน
    • ตอนเดินขึ้นภูกระดึง หนุ่มสาวหลายกลุ่มร้องเพลงคลอไป
      • ระหว่างเดิน
      • ระหว่างพักที่แต่ละซำ
    • เพลงที่ได้ยินตลอดคือเพลงอยากร้องดังดัง
  • ผมมีซีดีของปาล์มมี่ทุกชุด คิดว่าชุดแรกจะมีสองอัน เพราะว่าหาย
  • ชื่อหัวข้อมาจากเพลง "ทฤษฎี"
    • "ทฤษฎี" เกี่ยวข้องกับผมในหลาย ๆ ด้าน
      • ผมชอบคิดว่าตัวเองเป็นนักทฤษฎี
      • แต่หลายครั้งผมก็พยายามจะลงมือทำเอง
        • หลายครั้งก็ทำได้ สิ่งที่เกิดขึ้นตรงตามทฤษฎี
        • หลายครั้งก็ทำได้ แต่ไม่ค่อยตรงกับทฤษฎีเท่าใด
        • หลายครั้งก็ล้มเหลว ตามทฤษฎี
        • ที่บ่อยที่สุดคือล้มเหลว แต่ไม่รู้ว่าจะมีทฤษฎีใดมาอธิบายได้หรือเปล่า
    • แต่ก็เหมือนกับเนื้อเพลง ผมเชื่อว่าหลาย ๆ อย่างไม่ต้องสนทฤษฎี
    • แต่เนื้อเพลงก็ไม่ได้บอกว่าทุกอย่างไม่ต้องอิงกับทฤษฎี
  • ทฤษฎีกับหลักการ
    • ทฤษฎีกับหลักการเหมือนกันหรือเปล่า?
    • หลักการกับการปฏิบัติจำเป็นต้องเหมือนกันหรือไม่?
      • แน่นอนว่าไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน
      • แต่เมื่อใดที่ไม่เหมือนกัน เราจะตีความหมายว่าอย่างไร?
      • เราจำเป็นต้องตีความหมายหรือเปล่า?
  • ผมเดินไปขอ copy ไฟล์เพลง mp3 จากนิสิต
    • ในเครื่องนิสิตมีไฟล์มากมายเต็มไปหมด
    • ผม copy มาบางส่วน หลาย ๆ อัลบัมในนั้นผมมี cd อยู่ด้วย
    • แต่ cd ของผมกระจัดกระจายไปจนเละเทะ
      • บางทีมีแผ่นไม่มีกล่อง
      • บางทีเหลือกล่องหาแผ่นไม่เจอ
    • ปัญหาทางหลักการ?
      • เพลงที่คัดลอกมาถ้าผมแน่ใจว่าผมมี cd แต่ขอ copy ไฟล์ mp3 มาจากคนอื่น ถือว่าเป็น fair use หรือไม่?
    • mp3 ของ ปาล์มมี่ ที่นิสิตมี ที่ผม copy มาเป็นอัลบั้ม Palmy Live!
      • ผมกำลังฟังอยู่
      • แต่ผมไม่เคยมี cd ชุดนี้
      • อันนี้คงไม่ fair use
      • ผมควรจะไปซื้อแผ่น?
        • ถ้าผมซื้อได้ ผมจะเก็บไฟล์ mp3 ไว้ได้หรือเปล่า?
        • ถ้าผมหาซื้อไม่ได้ ผมควรจะลบ mp3 ไฟล์ทิ้งหรือไม่?
      • แล้วที่ผมฟังมาแล้วล่ะ
        • ถ้ามันเป็นการทำผิด การไปซื้อแผ่นมาลบล้างผิดได้
        • การทำผิด ลบล้างได้ แค่ทำให้ถูก
        • ถ้าไม่ผิด (เหมือนฟังทดลอง?) แล้วผมลบไฟล์ทิ้ง?
          • แต่เจ้าของไม่อนุญาต?
  • ปาล์มมี่ร้องว่า:
    • เก็บทฤษฏีไว้ที่เดิม ไม่ต้องคอยเดินตามอะไรทั้งนั้น
      กับเรื่องบางเรื่องไม่สำคัญ ขอเราแค่ได้คบกันง่ายๆ
      เก็บทฤษฏีไว้ที่อื่น ฉันไม่มีแนวทางอย่างกับใครๆเท่าไร
      จะรักก็รักด้วยหัวใจ รักไม่ขอเหตุผลเลยก็ได้
    • จริง ๆ แล้วมีอีกหลายเพลงที่ไม่มีอยู่ในนี้ สงสัยเป็นอัลบั้มหลังจากคอนเสิร์ตนี้
  • เรื่องพวกนี้เราตอบได้โดยไม่ต้องมีความเข้าใจในทฤษฎีเลยหรือเปล่า?
    • ใช้หัวใจเลย... เราพอใจแบบนี้? คนอื่นพอใจแบบนี้?
    • คนอื่น?... เออ...
  • แล้วทฤษฎีพวกนี้เกี่ยวกับอะไรบ้าง
    • ท่าจะกว้างขวางน่าดู?

กลับคืน

posted on 08 Jul 2009 09:23 by wonam
วันนี้ดูรายการโทรทัศน์ตอนเช้า มีคนมาเล่าเกี่ยวกับการฝึกปฏิบัติจาก Thich Nhat Hanh  โดยเรียกว่าเป็นพุทธศาสนาแนว Engaged Buddhism  ที่เน้นการประยุกต์ใช้แนวคิดจากการฝึกภาวนาเข้ากับการดำรงชีวิตในสังคม

มีเพลงเก่าของ Kevin Moore  ที่เอา sample มาจากคำบรรยายของ Nhat Hanh ในเพลงชื่อ When You Drive (ที่ผมตัดมาบางส่วน --- เอามาจากเว็บนี้):
When you drive, you practice mindfulness of driving. It is possible. When you stop at a red light, you look at the red light and smile. You look at the red light, you smile, and you breathe in and out, and sit back, relaxingly. Breathing in, I calm myself. Breathing out, I smile.
(ฟังเพลงได้ที่ youtube

คนที่เล่าบอกว่ามีโปรแกรมสำหรับใส่ในคอมพิวเตอร์ ที่ช่วยเตือนสติให้ระลึกถึงสิ่งที่กำลังทำอยู่ตลอดเวลา แต่ละช่วงของวัน  อีกอย่างที่น่าสนใจก็คือ มีการใช้เสียงกระดิ่งเป็นช่วง ๆ เมื่อได้ยินเสียงดังกล่าว ให้หยุดและคิดใคร่ครวญว่าขณะนี้กำลังทำอะไรอยู่

....ติ๊ง....

ที่จีนมีการประท้วงที่เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ เกี่ยวข้องกับเรื่องของเชื้อชาติและการเข้ายึดครอง (ล่าอาณานิคม?) ข่าวการประท้วงที่จีนทำผมคิดไปถึงภาคใต้ของประเทศไทย

....ติ๊ง....

เรานิยามตนเองผ่านทางคำตอบของคำถามใช่-ไม่ใช่มากมาย เราเป็นคน? แน่นอน เราเป็นคนไทย? ใช่... แต่คนไทยคืออะไร?

คนที่อยู่ในประเทศไทย? แล้วชาวต่างชาติที่มาเที่ยวล่ะ?

คนเชื้อชาติไทย? แล้วเชื้อชาติไทยนับเริ่มจากไหน?

คนที่อยู่ในประเทศไทยนานกว่า 10 ปี? แล้วเด็กที่เพิ่งเกิดมาล่ะ?

คนที่มีพ่อแม่รากเหง้าอยู่ในประเทศไทยมากกว่า 10 ปี? ...

ไล่ไปได้มาก---

....ติ๊ง....

---มาย แต่ว่ามีอะไรตอบได้บ้าง หรือว่า คนไทยคือคนที่มีวัฒนธรรมเป็นแบบคนไทย อันนี้ก็ตอบได้ยากอีกเช่นเดียวกัน ผมนั่งคิดไปคิดมาก็เริ่มรู้สึกสับสน และรู้สึกว่าอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับมานุษยวิทยามากขึ้นเรื่อย ๆ

เมื่อก่อนสมัยเรียนปริญญาตรี มีวิชาเหล่านี้มากมาย ผมจำได้ว่าเคยเรียนวิชาสังคมวิทยา แต่สิ่งเดียวที่จำได้จากวิชานั้นก็คือเหตุการณ์ที่ผมมาเรียนสาย คาบเรียนดังกล่าวเริ่ม 8 นาฬิกา ถึง 9 นาฬิกา วันนั้นรถติดมาก ผมรีบที่สุดแล้วแต่ก็เข้าเรียนตอน 8:55 อาจารย์ประจำวิชาเห็นก็ปล่อยทันทีและกล่าวว่าวันนี้ไม่มีการเช็คชื่อ

ผมหยิบหนังสือเรียนเล่มเก่ามาอ่านเมื่อไม่นานมานี้ และพบว่าเนื้อหามากมายนั้นน่าสนใจ หลาย ๆ เรื่องเป็นสิ่งที่ผมต้องไปไขว่คว้าหามาอ่านเองหลังจากที่เริ่มสนใจแนวคิดต่าง ๆ มากขึ้น

....ติ๊ง....

ผมคิดว่าศาสนานั้นสามารถเข้ามีบทบาทกับการใช้ชีวิตของมนุษย์ได้มากมาย ไม่ใช่เฉพาะช่วงที่รู้สึกเศร้าสลดเท่านั้น อย่างไรก็ตาม การที่ศาสนาพยายามดำรงตนอยู่ได้ฐานะของสิ่งสักการะอาจทำให้การเข้าถึงและเข้าใจในระดับคนธรรมดาเป็นไปได้ยาก 

....ติ๊ง....

ผมต้องไปก่อนแล้ว...